ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ
  http://www.oic.go.th/ginfo

       ประวัติ สขร.

 

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 9 ธันวาคม พ.. 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้ว ในระยะเวลาดังกล่าวนี้ ประเทศไทยได้เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ หลายประการ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งได้อาศันความร่วมแรงร่วมใจของข้าราชการและพี่น้องประชาชนร่วมกันผลักดันให้ประเทศไปทยอันเป็นที่รักของเรา ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายมาได้ด้วยดี และเป็นที่คาดหมายได้ว่าความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินไปขณะนี้จะผลักดันให้สถานภาพด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทยในสังคมนานาชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่าพอใจยิ่งขึ้นตามลำดับ

                นับตั้งแต่การปฏิรูปทางการเมืองจากระบบประชาธิปไตยโดยผ่านผู้แทนราษฏรไปสู่ระบอบปะชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมซึ่งปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยการจัดตั้งศาลปกครองที่กำลังจัดตั้งอยู่ในเวลานี้ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้ดำเนินไปภายใต้การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกฏหมายการแข่งขันทางการค้าและกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภคตลอดจนการดำเนินนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งกำลังคืบหน้าไป ปรากฏการณ์เหล่านี้ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการขยายสิทธิรับรู้ของประชาชน และการประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสื่อมวลชน สื่อวิทยุโทรทัศน์และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ รวมทั้งการที่ประเทศไทยได้กลายเป็นเป้าสายตาของชาวโลก และเป็นเวทีสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศและเป็นศูนย์กลางความร่วมมือในระดับนานาชาติที่นับวันจะขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์เหล่านี้นับเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรภาคภูมมิใจ และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

                พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.. 2540 นับเป็นส่วนหนึ่งของกลไกลความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ดำเนินไปในขณะนี้ โดยมีหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและประชาชนผู้ใช้สิทธิตามกฏหมายเป็นเสมือนฟันเฟืองที่ผลักดันให้ความมุ่งหมายของกฏหมาย และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้คำขวัญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ว่า “รัฐรู้สิ่งใด ประชาชนมีสิทธิรู้สิ่งนั้น” เป็นจริงในวงกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ

                ในปีแรกที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.. 2540 บังคับใช้นับเป็นปีแห่งการปรับทัศนคติและการจัดองค์กรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารและเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารขึ้น พร้อมทั้งได้ดำเนินงานเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ และปรับทัศนคติเกี่ยวกับสิทธิรับรู้ของประชาชน และหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าภาครัฐรับรู้และปรับตัวช้า แต่หน่วยงานของรัฐก็ค่อย ๆ ปรับองค์กรและกลไกการปฏิบัติงานของตัวตามพระราชบัญญัติ นี้มาโดยตลอดตั้งแต่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 โดยการพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษาการจัด ข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดู ตามมาตรา 9 และการจัดข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ ให้แก่ผู้ร้องขอตามมาตรา 11 อย่างไรก็ดีในปีแรกนี้การรับรู้ในภาคสังคมได้ขยายตัวกว้างขวาง และประชาชนได้เริ่มใช้สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือส่วนได้เสียของตนจนก่อใหเกิดความเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติในสังคมและต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐอย่างสำคัญ ดังจะเห็นได้จากกรณีร้องเรียนให้เปิดเผยคะแนนสอบแข่งขันเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ เป็นต้น

                ในปีที่สองนับได้ว่าเป็นปีแห่งการใช้สิทธิรับรู้ของประชาชน และเกิดการปรับตัวทั้งทางทัศนคติและทางภาคปฏิบัติในหน่วยงานของรัฐอย่างจริงจัง ทั้งนี้เนื่องจากการระดมเผยแพร่ความรู้และปลูกฝังทัศนคติใหม่ ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในปีแรก ได้ส่งผลในทางปฏิบัติชัดเจนขึ้นและได้รับความสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีอย่างจริงจัง ดังเห็นได้จากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 กำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐทั้งปวงให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเคร่งครัดโดยไม่ชักช้าในปีที่ผ่านมาจึงปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐได้ทยอยรายงงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารในแง่ของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันการใช้สิทธิของประชาชนก็ขยายตัวขึ้นปริมาณรื่องร้องเรียนและเรื่องอุทธรณ์ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กล่าวคือ ได้มีผู้ร้องเรียนและอุทธรณ์มายังคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารถึง 191 ราย สูงกว่าปีแรกซึ่งมีเพียง 44 ราย

                นอกจากนี้การคุ้มครองสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ขยายตัวไปในปีที่สองนี้ได้ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารในวงกว้าง อันนำไปสู่การยกระดับการเรียนรู้และจิตสำนึกของประชาชนและหน่วยงานของรัฐร่วมกันในการก้าวเข้าสู่สังคมโปร่งใสในหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการชั่งน้ำหนักส่วนได้ส่วนเสียระหว่างประโยชน์สาธารณะอันเกิดจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กับการคุ้มครองส่วนได้ส่วนเสียของผู้เกี่ยวข้อง และผลกระทบด้านความมั่นคงของรัฐที่สำคัญได้แก่กรณีเปิดเผยข้อมูลสอบสวนทุจริตยา กรณีเปิดเผยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกรณีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งเราอาจสรุปได้ว่า หลักแห่งการเปิดเผยตรวจสอบได้เป็นหลักการสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และการดำเนินการสาธารณะทั้งปวง ดังนั้นการสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะพึงกระทำได้ก็เฉพาะในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงอันควรเชื่อได้ว่าจะเกิดเสียหายแก่ความมั่นคงของรัฐ ต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือต่อส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่นเท่านั้น

          

ที่มา  สารจากประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
(คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์)
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ปี พ.ศ. 2543




 
สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ชั้น 2 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร 10300

โทร. 0-2281-8552, 0-2281-8553, 0-2281-8539, 0-2281-8549

โทรสาร 0-2281-8543, 0-2282-2283, 0-2282-1366

Last Update : June 2006    This web site best view with IE6.0+ with Resolution 800 x 600
Copyright 2006 © Office of the Official Information Commission, Government House, Thailand.   All Rights Reserved.