ข่าวประชาสัมพันธ์
‘นิพนธ์’ กินกุ้งโชว์ สร้างความเชื่อมั่นบริโภคอาหารทะเลสงขลา ปลอดเชื้อโควิด-19
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564
วันที่ 2 ธ.ค. 64 ที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อ.เมือง จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชน ประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นการบริโภคอาหารทะเล จ.สงขลา เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของ จ.สงขลามีความปลอดภัย ปลอดเชื้อ ไร้การปนเปื้อน จากโควิด-19 อย่างแน่นอน นายนิพนธ์กล่าวว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแพกุ้ง จ.สมุทรสาคร ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดกระแสความไม่มั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดห่วงโซ่การผลิตสัตว์น้ำ ต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพชาวประมงเป็นอย่างมาก “สัตว์น้ำจะไม่ใช่พาหะการแพร่กระจายของโรคไวรัสโควิด- 19 ก็ตามแต่การปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าวยังมีความเสี่ยงที่สามารถปนเปื้อนได้ ตั้งแต่การลำเลียงขนส่งจากแหล่งเลี้ยง แหล่งจับ แหล่งกระจายสินค้า จนกระทั่งเข้าสู่ระบบ การจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในตลาด” นายนิพนธ์กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบด้านการแพร่ระบาดของโรคและสุขอนามัย และกรมประมงมีหน้าที่รับผิดชอบกำหนดมาตรฐานและบังคับใช้อยู่แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในความปลอดภัยจากสัตว์น้ำที่ใช้บริโภค กรมประมงจึงได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำครอบคลุมตลอดสายการผลิต เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับประชาชน ถึงความปลอดภัยสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ “เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ จึงขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน เน้นความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัย โดยไม่รับประทานอาหารดิบ หรือไม่สุก” รายงานข่าวว่านายนิพนธ์ฯนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับประทานกุ้งปรุงสุก เพื่อเป็นการยืนยันว่าอาหารทะเลทานได้ และเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอาหารทะเล และประชาชนทั่วไป อันจะส่งผลดีในภาพรวมของภาคธุรกิจประมงในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเมนูอาหารที่นำมาในวันนี้ ประกอบด้วย กุ้งอบสมุนไพร ผัดไทกุ้งสด กุ้งราดซอสมะขาม และกุ้งทอด
กรมประมง เข้าร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อการค้าสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น
วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563
วันที่ 22 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 20160 กรมการค้าภายใน จังหวัดนนทบุรี  ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดี กรมประมง เข้าร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อการค้าสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น โดยมี นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมประมง กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับกุ้ง อาทิ สมาคมกุ้งไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมตลาดสดไทย สมาคมภัตตาคารไทย ห้างสรรพสินค้า และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อสินค้ากุ้ง หลังจากที่มีการปิดตลาดกุ้งมหาชัย ทำให้มีปริมาณผลผลิตส่วนเกินที่จะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือประมาณ 100 ตันต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นที่ประชุมได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางป้องกันผลกระทบอย่างกว้างขวาง และเบื้องต้นได้มีมติร่วมกัน ดังนี้ 1.ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ให้ชะลอการจับกุ้งออกไปก่อน เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด แต่หากจำเป็นต้องจับ ให้ประสานไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งเพื่อเข้าไปช่วยรับซื้อในราคาที่เกษตรกรคุ้มต้นทุน 2.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดทำมาตรการควบคุมและป้องกัน ตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลตามมาตรการที่กำหนดทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากกุ้งไม่ได้เป็นตัวพาหะในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แต่เชื้ออาจจะปะปนมาจากตัวผู้ขนส่ง ผู้ขาย หรือตัวผู้ซื้อเอง ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องให้ความร่วมมือพร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ อย่างเคร่งครัด 3.ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนว่าสัตว์น้ำไม่ได้ติดเชื้อหรือเป็นพาหะของเชื้อ 4.ขอให้กรมการค้าภายในและกรมประมงหารือร่วมกันเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจัดหาตลาดสำรองในการค้าสัตว์น้ำ เช่น สะพานปลา ตลาดไท เป็นต้น สุดท้ายนี้ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “กุ้งจัดเป็นสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นเชื้อไวรัสโควิด 19 จึงไม่สามารถเจริญเติบโตในตัวกุ้งได้ ส่วนข้อสงสัยการปนเปื้อนของไวรัสนั้นคาดว่าเชื้อนั้นติดมาจากผู้ที่สัมผัสกุ้งมากกว่า จึงต้องป้องกันในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการบริโภคสัตว์น้ำในช่วงนี้ เพื่อความปลอดภัยขอให้ประชาชนบริโภคสัตว์น้ำที่ปรุงสุก พร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข อาทิ การหมั่นล้างมือ เลี่ยงจับสิ่งของสาธารณะ สวมใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19”
ประมงปล่อยกุ้งก้ามกรามลงลำตะคอง เพิ่มแหล่งอาหาร-สร้างรายได้ให้ปชช.
วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง มีนายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯพร้อมผู้บริหารกระทรวงร่วมพิธี ที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง บริเวณอาคารประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในภารกิจหลักสำคัญของกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาชีพรายได้เลี้ยงครัวเรือน พร้อมส่งเสริมให้บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยใช้หลักคืน คง เพิ่ม และมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ยั่งยืน  สำหรับกิจกรรม “ปล่อยกุ้งก้ามกรามคืนสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคอง” ที่จัดขึ้นเป็นการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หลังได้รับผลกระทบอุทกภัยช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมาเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ กุ้งก้ามกรามมากถึง 1.5 ล้านตัว อีกทั้ง ยังปล่อยพันธุ์ปลา เช่น ปลากระแหปลาสร้อยขาว ปลากาดำ ปลาตะเพียนทอง ปลาสวาย 2 ล้านตัว และหอยขมอีกกว่า 300 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้ชุมชน เพื่อนำไปปล่อยบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองด้วย “กระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองให้กลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการประกอบอาชีพด้านการประมงและเพิ่มพูนรายได้ให้ประชาชนและชาวประมงในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังสร้างความสามัคคีให้ชุมชน มีการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกจิตสำนึกใช้ทรัพยากรประมงที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีผลผลิตที่ยั่งยืนตลอดไป”นายเฉลิมชัย กล่าว ด้านนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองมีชาวประมง 241 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ทำประมงเป็นอาชีพหลัก 159 ราย และอาชีพรอง 82 ราย และจากสถิติการจับสัตว์น้ำ ระหว่าง พ.ศ. 2558 - 2562 มีรายงานจับสัตว์น้ำเฉลี่ย 343.88 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 14.27 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งก้ามกรามจัดเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่สร้างมูลค่าได้มากที่สุด 
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนสินค้า และบริการด้านการเกษตรไทยครบวงจรไปสู่ตลาดโลก
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นตัวแทน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนสินค้า และบริการด้านการเกษตรไทยครบวงจรไปสู่ตลาดโลก ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือที่เกี่ยวข้องในด้านเกษตร 2 ฉบับ ได้แก่ 1) บันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือภายใต้นโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด (ตลาดนำการผลิต) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และ 2) บันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไปแล้วนั้น  การลงนามในวันนี้ จึงเป็นการดำเนินงานต่าง ๆ ภายใต้กรอบข้อตกลง (MOU) ทั้ง 2 ฉบับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) จึงได้จัดทำร่างบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนสินค้าและบริการด้านการเกษตรไทยครบวงจรไปสู่ตลาดโลก ซึ่งเป็นความร่วมมือจาก 8 หน่วยงาน ได้แก่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย  โดยความร่วมมือในการลงนาม MOU ดังกล่าว จะเป็นการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ได้แก่ การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยในการให้องค์ความรู้ในทุกด้าน ทั้งในด้านเทคนิคการผลิต ด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไปจนถึงเทคนิคการบรรจุภัณฑ์ การขนส่งเต็มรูปแบบที่ลดต้นทุน และการหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ เพื่อจะนำสินค้าและบริการด้านเกษตรของไทยออกจำหน่ายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างครบวงจร ทั้งในรูปบบของออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถจำหน่ายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนความร่วมมือของทั้ง 8 หน่วยงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการขับเคลื่อนสินค้า และบริการด้านการเกษตรไทยครบวงจรไปสู่ตลาดโลก โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม และกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ ด้วย
กระทรวงเกษตรฯ จับมือตลาดทิพย์นิมิตร เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตร จากเกษตรกรตรงถึงผู้ซื้อและผู้บริโภค ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตลาดทิพย์นิมิตร เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางตลาดทิพย์นิมิตร ณ ห้องประชุมตลาดทิพย์นิมิตร อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด - 19 ที่ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรโดยตรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้มีนโยบายการเปิดตลาดในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงพี่น้องเกษตรกร ซึ่งทางตลาดทิพย์นิมิตรเองก็มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรเข้าถึงผู้ซื้อและผู้บริโภคในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ  "ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันผลักดัน ขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งตรงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของตลาดนำการผลิต และในส่วนของแผนงานต่าง ๆ ที่จะดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมประมง กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มดำเนินการส่งรายชื่อเกษตรกรที่จะเข้าร่วมให้กับทางตลาดทิพย์นิมิตร ภายในวันที่ 28 - 30 ตุลาคมนี้ เพื่อให้สามารถเริ่มโครงการได้ในวันที่ 13 -17 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งได้เน้นย้ำกับทั้ง 6 หน่วยงาน ในเรื่องของการคัดสรรและตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่กลุ่มเกษตรกรจะนำมาจำหน่ายภายในงานต้องได้มาตรฐาน" ดร.ทองเปลว กล่าว นอกจากนี้ ยังได้หารือมาตราการช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการ โดยในระยะแรก โดยทางตลาดทิพย์นิมิตรจะฟรีในส่วนของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และคิดค่าน้ำและค่าไฟในราคาเหมาจ่าย วันละ 50 บาท ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2563 และหากผู้จำหน่ายสินค้ามีความสนใจขายสินค้าต่อจากระยะเวลากิจกรรม ทางตลาดจะไม่เก็บค่าเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 - 20 กุมภาพันธ์ 2564 และในระยะสุดทาย ทางตลาดจะลดค่าเช่าแผง 50% เป็นระยะเวลา 10 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 31 ธันวาคม 2564 สำหรับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีความสนใจสามารถติดต่อขอรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมประมง กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง 28 ตุลาคม 2563 
... อ่านทั้งหมด