ข่าวประชาสัมพันธ์
กรมประมง แจง กรณีข่าว SIOFA เตรียมยึดคืนพื้นที่ทำประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ของเรือนอกน่านน้ำไทย
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าว “SIOFA จ่อเชือดเรือไทย” และ “SIOFA ยึดคืนพื้นที่จับปลา” นั้น กรมประมงขอชี้แจงว่า องค์การบริหารจัดการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ หรือ Southern Indian Ocean Fisheries Agreement, SIOFA เป็นองค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organization, RFMO) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีอำนาจบริหารจัดการตามกฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2555 และประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก เมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่ง SIOFA ถือเป็น RFMO ที่ก่อตั้งใหม่มากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ RFMO อื่นๆ เช่น IOTC ที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 การออกกฎข้อบังคับใดๆ เพื่อบังคับใช้กับการประมงของภาคีสมาชิกจำเป็นต้องรอผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มาเป็นพื้นฐานในการกำหนดมาตรการต่างๆ โดยในระหว่างที่รอผลการศึกษาข้อมูลวิทยาศาสตร์นี้ SIOFA มีข้อตกลงร่วมกันว่า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศไว้เป็นการล่วงหน้า ขณะเดียวกัน ไม่ให้กระทบต่อการทำประมงในแหล่งประมงเดิมของภาคีสมาชิก จึงกำหนดไม่ให้เรือประมงของรัฐสมาชิกขยายพื้นที่ทำการประมงออกไปจาก  แหล่งเดิมที่เคยทำการประมงอยู่ (หรือที่เรียกว่า Fishing Footprint) จนกว่าจะมีมาตรการอื่นที่เหมาะสมมาใช้บังคับ ซึ่งเรือไทยที่เคยทำการประมงใน Saya de Malha Bank ของ SIOFA ก็ให้ทำต่อไปได้ และในบรรดา 11 ภาคีสมาชิก ก็ถูกจำกัดให้อยู่ใน Fishing Footprint ของตนเอง เช่นเดียวกับประเทศไทย

โดยปัจจุบันมีเรือประมงอวนลากไทยที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงใน Saya de Malha Bank  ของ SIOFA จำนวน 4 ลำ ซึ่งประเทศไทยโดยศูนย์ Fisheries Monitoring Center, FMC ของกรมประมง มีการควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังกลุ่มเรือดังกล่าวตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการของ SIOFA อย่างเข้มงวด และเรือประมงได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวสำหรับการทำประมงพื้นท้องน้ำที่บังคับใช้ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน มีระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้สังเกตการณ์ประมงอยู่บนเรือตลอดเวลาในทุกเที่ยวเรือ และประเทศไทยได้รับการประเมินว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎ SIOFA ได้ 100% ในทุกรอบการประเมินของ SIOFA การทำการประมงของไทยจึงเป็นไปตามกฎข้อบังคับในปัจจุบัน จึงไม่เป็นเหตุที่ SIOFA จะยกมายึดคืนพื้นที่ทำการประมงของไทยได้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสามัญประจำปีของภาคีสมาชิก ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์กร The Deep Sea Conservation Coalition, DSCC ซึ่งเป็นองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ได้นำเสนอเอกสาร เรื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความหลากหลายทางระบบนิเวศจากการทำประมงอวนลากในพื้นที่ Saya de Malha Bank โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดทำการประมงในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank จนกว่าจะมีการประเมินสภาวะทรัพยากรและพัฒนามาตรการที่ปกป้องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและชนิดสัตว์น้ำ ตลอดจนหญ้าทะเลในบริเวณดังกล่าว

ประเทศไทยและภาคีสมาชิกอื่นเห็นว่าเป็นการเรียกร้องที่ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มารองรับ ข้อเสนอดังกล่าวของ DSCC จึงไม่ได้รับมติเห็นชอบจากภาคีสมาชิก SIOFA ดังนั้น การกล่าวถึงเรือประมงไทย ไปลากทำลายหญ้าทะเลจนส่งผลให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อมูลข่าวที่ไม่ถูกต้อง

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงได้ประสานแจ้งและร่วมดำเนินการกับผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทยมาโดยตลอด นอกจากนี้ ในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ กรมประมงได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ SIOFA มาอย่างต่อเนื่องในฐานะภาคีสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้จัดเตรียมทีมคณะนักวิชาการและคณะผู้แทนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลและท่าทีประเทศไทยในการเข้าประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะรัฐภาคีสมาชิกเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศไทย และประโยชน์ของ SIOFA ให้ได้อย่างสมดุล
กรมประมงเตือนเกษตรกร สังเกตสัตว์น้ำป่วยช่วงเปลี่ยนฤดู
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565
กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรหมั่นสังเกตและดูแลสัตว์น้ำในช่วงฤดูหนาวอย่างใกล้ชิด หากพบมีสัตว์น้ำป่วยหรืออาการผิดปกติสามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
1.เกษตรกรควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หรือควรงดเว้นการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว
2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้เพื่อใช้ในฟาร์มได้เพียงพอตลอดฤดูกาลโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
3.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ดที่สำคัญ ควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาอย่างสม่ำเสมอ
4.ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15% เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้าหากมีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ และมีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้ อาจมีการเสริมวิตามินซีในอาหาร 1-2% โดยน้ำหนักจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้
5.ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ หรือนำเกลือแกงมาละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อประมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่
6.หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรือมีอาการผิดปกติ ควรแยกออกไปเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักอาจทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง ทั้งนี้ หากกรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีความผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที
7.หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ในช่วงระหว่างการเลี้ยง ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร
8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าว ประมาณ200-300 กิโลกรัมต่อบ่อ ขนาด 1 ไร่
9.หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา
10.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น) และพบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ไม่มีอาการป่วย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ
แม็คโคร 130 สาขาผ่านมาตรฐานจีเอพีจากกรมประมงปลอดภัยไร้โควิด
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565
วันที่ 12 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2565 กรมฯ ได้เข้าตรวจประเมินเพื่อต่ออายุใบรับรองการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับ Modern Trade ที่ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง 

โดยบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการร้านค้าที่ผ่านการรับรองแบบกลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 130 สาขาทั่วประเทศ และได้ใช้หลักเกณฑ์ในการสุ่มตรวจประเมินให้การรับรองแบบกลุ่มตามมาตรฐาน ISO 17065

โดยได้จำนวนตัวแทนในการตรวจประเมิน จำนวน 11 สาขา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เขตพื้นที่ ดังนี้
1. เขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 5 สาขา ได้แก่ สาขานครอินทร์ สาขาแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี สาขาศรีนครินทร์ สาขาลาดพร้าว กรุงเทพฯ และสาขาจังหวัดนครปฐม
2. เขตพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวน 4 สาขา ได้แก่ สาขาจังหวัดระยอง สาขาแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี สาขาจังหวัดฉะเชิงเทรา และสาขากบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
3. เขตพื้นที่ภาคตะวันตก จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาจังหวัดกาญจนบุรี และสาขาจังหวัดเพชรบุรี

นอกจากการรับรองสถานที่จัดจำหน่ายสัตว์น้ำแล้ว กรมประมง ยังได้ร่วมกับบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ทำการจัดฝึกอบรมออนไลน์ผ่านระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ทีม เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการผลิตสัตว์น้ำให้ปลอดภัย มีคุณภาพตามมาตรฐานจีเอพี (มกษ.7436-2563)

  สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคและการดูแลคุณภาพสัตว์น้ำหลังการจับ ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งเป็นฟาร์มเครือข่ายของบริษัทฯ และผู้ผลิตสินค้าประมง รวมถึงพนักงานของบริษัทฯ จำนวนทั้งสิ้น 71 ราย ทั้งนี้ กรมประมงเชื่อมั่นว่าจะสามารถยกระดับให้ผู้ผลิตสัตว์น้ำก้าวสู่มาตรฐานความปลอดภัย จนเกิดการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจว่า สินค้าสัตว์น้ำที่ผลิตออกจำหน่าย เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

  ในปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมาได้มีการออกกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกัน การปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID–19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในกลุ่มผู้ประกอบการกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง 4 ประเภท ได้แก่ 1. เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2. ชาวประมง-เรือประมง 3. ผู้ประกอบการสะพานปลา-ตลาดกลางค้าสัตว์น้ำ  และ 4. ผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade

  สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID–19) ในประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการประมงทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตสัตว์น้ำ ทั้งการจับจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงในระดับฟาร์ม การจัดการหลังการจับสัตว์น้ำ การแปรรูป รวมถึงการจัดจำหน่าย ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยของสินค้าสัตว์น้ำต่อผู้บริโภคด้วย

  กรมประมงได้เห็นความสำคัญในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของระบบการผลิตสินค้าสัตว์น้ำทั้งห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานเฉพาะกิจเพิ่มเติมจากมาตรฐานสุขอนามัยครอบคลุมในทุกกระบวนการของการตรวจสอบ ตั้งแต่การขนส่งจากแหล่งจับ แหล่งเลี้ยง แหล่งกระจายสินค้าจนกระทั่งการเข้าสู่ระบบจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในตลาดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าสัตว์น้ำว่ามีกระบวนการจัดการที่มีคุณภาพและปลอดภัย
‘นิพนธ์’ กินกุ้งโชว์ สร้างความเชื่อมั่นบริโภคอาหารทะเลสงขลา ปลอดเชื้อโควิด-19
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564
วันที่ 2 ธ.ค. 64 ที่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ อ.เมือง จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชน ประชาชน นักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นการบริโภคอาหารทะเล จ.สงขลา เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของ จ.สงขลามีความปลอดภัย ปลอดเชื้อ ไร้การปนเปื้อน จากโควิด-19 อย่างแน่นอน นายนิพนธ์กล่าวว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแพกุ้ง จ.สมุทรสาคร ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดกระแสความไม่มั่นใจในการบริโภคอาหารทะเล ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดห่วงโซ่การผลิตสัตว์น้ำ ต่อการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและการประกอบอาชีพชาวประมงเป็นอย่างมาก “สัตว์น้ำจะไม่ใช่พาหะการแพร่กระจายของโรคไวรัสโควิด- 19 ก็ตามแต่การปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าวยังมีความเสี่ยงที่สามารถปนเปื้อนได้ ตั้งแต่การลำเลียงขนส่งจากแหล่งเลี้ยง แหล่งจับ แหล่งกระจายสินค้า จนกระทั่งเข้าสู่ระบบ การจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในตลาด” นายนิพนธ์กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบด้านการแพร่ระบาดของโรคและสุขอนามัย และกรมประมงมีหน้าที่รับผิดชอบกำหนดมาตรฐานและบังคับใช้อยู่แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในความปลอดภัยจากสัตว์น้ำที่ใช้บริโภค กรมประมงจึงได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำครอบคลุมตลอดสายการผลิต เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับประชาชน ถึงความปลอดภัยสุขอนามัยในการบริโภคสัตว์น้ำ “เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานและสัมผัสสัตว์น้ำ จึงขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน เน้นความใส่ใจในเรื่องสุขอนามัย โดยไม่รับประทานอาหารดิบ หรือไม่สุก” รายงานข่าวว่านายนิพนธ์ฯนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับประทานกุ้งปรุงสุก เพื่อเป็นการยืนยันว่าอาหารทะเลทานได้ และเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอาหารทะเล และประชาชนทั่วไป อันจะส่งผลดีในภาพรวมของภาคธุรกิจประมงในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเมนูอาหารที่นำมาในวันนี้ ประกอบด้วย กุ้งอบสมุนไพร ผัดไทกุ้งสด กุ้งราดซอสมะขาม และกุ้งทอด
กรมประมง เข้าร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อการค้าสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น
วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563
วันที่ 22 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 20160 กรมการค้าภายใน จังหวัดนนทบุรี  ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดี กรมประมง เข้าร่วมประชุมหารือการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อการค้าสินค้ากุ้งและสัตว์น้ำอื่น โดยมี นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมประมง กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับกุ้ง อาทิ สมาคมกุ้งไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมตลาดสดไทย สมาคมภัตตาคารไทย ห้างสรรพสินค้า และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อสินค้ากุ้ง หลังจากที่มีการปิดตลาดกุ้งมหาชัย ทำให้มีปริมาณผลผลิตส่วนเกินที่จะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือประมาณ 100 ตันต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นที่ประชุมได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางป้องกันผลกระทบอย่างกว้างขวาง และเบื้องต้นได้มีมติร่วมกัน ดังนี้ 1.ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ให้ชะลอการจับกุ้งออกไปก่อน เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด แต่หากจำเป็นต้องจับ ให้ประสานไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งเพื่อเข้าไปช่วยรับซื้อในราคาที่เกษตรกรคุ้มต้นทุน 2.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดทำมาตรการควบคุมและป้องกัน ตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลตามมาตรการที่กำหนดทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากกุ้งไม่ได้เป็นตัวพาหะในการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แต่เชื้ออาจจะปะปนมาจากตัวผู้ขนส่ง ผู้ขาย หรือตัวผู้ซื้อเอง ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องให้ความร่วมมือพร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ อย่างเคร่งครัด 3.ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนว่าสัตว์น้ำไม่ได้ติดเชื้อหรือเป็นพาหะของเชื้อ 4.ขอให้กรมการค้าภายในและกรมประมงหารือร่วมกันเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาจัดหาตลาดสำรองในการค้าสัตว์น้ำ เช่น สะพานปลา ตลาดไท เป็นต้น สุดท้ายนี้ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “กุ้งจัดเป็นสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นเชื้อไวรัสโควิด 19 จึงไม่สามารถเจริญเติบโตในตัวกุ้งได้ ส่วนข้อสงสัยการปนเปื้อนของไวรัสนั้นคาดว่าเชื้อนั้นติดมาจากผู้ที่สัมผัสกุ้งมากกว่า จึงต้องป้องกันในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการบริโภคสัตว์น้ำในช่วงนี้ เพื่อความปลอดภัยขอให้ประชาชนบริโภคสัตว์น้ำที่ปรุงสุก พร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข อาทิ การหมั่นล้างมือ เลี่ยงจับสิ่งของสาธารณะ สวมใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19”
... อ่านทั้งหมด