ข่าวประชาสัมพันธ์
ไทย จับมือ ฟิจิ ร่วมมือด้านการประมง เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารทั้งสองประเทศ
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ณ เวลา 09:00 น ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับ นาวาโท เซมิ โคโรลลาเวเซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงสาธารณรัฐฟิจิ พร้อมคณะ โดยมี นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ร่วมหารือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการประมงระหว่าง 2 ประเทศ ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมง ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย และกระทรวงประมง สาธารณรัฐฟิจิ ซึ่งที่ปรึกษาอลงกรณ์ พลบุตร แจ้งว่า ประเทศไทยยินดีให้การสนับสนุนการเพาะเลี้ยงกุ้ง และการสนับสนุนห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพน้ำและโรคสัตว์น้ำ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหารของสาธารณรัฐฟิจิ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ สามารถร่วมมือในการลงทุนด้านการทำประมงทูน่า หรือประมงทะเลชนิดอื่นๆ รวมทั้งฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญกับประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก เนื่องจากเป็นแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะทูน่า ซึ่งประเทศไทยนำเข้ากว่า 7 แสนตันต่อปี จึงควรร่วมมือกันในการต่อต้านการทำประมง IUU เพื่อรักษาทรัพยากรประมงให้ยั่งยืนในอนาคต
กรมประมง เตรียมพัฒนาระบบการเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมงแม่น้ำโขง (Fisheries watch) โดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เปิดเผยหลังจากมีการประชุมกับ นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้องประชุมเสือตอ กรมประมง ว่า จากสภาวะแม่น้ำโขงผันผวนอย่างมากตั้งแต่ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หลายพื้นที่แห้งขอดทั้งที่เป็นฤดูน้ำหลาก ปลาและระบบนิเวศเสียหายประเมินมูลค่าไม่ได้ ตามที่เครือข่ายฯ ได้นำเสนอข้อมูลผ่านสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กรมประมงได้ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยจัดฝึกอบรมการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในระบบโรงเพาะฟักภาคสนาม (Mobile Hatchery) เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้ในแหล่งน้ำชุมชนตนเองได้อย่างเพียงพอ และเร่งฟื้นฟูโดยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารสัตว์น้ำในพื้นที่ด้วยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและเสริมสร้างผลผลิตสัตว์น้ำจากการจัดการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับชุมชนประมงในพื้นที่นำร่องจำนวน 10 พื้นที่ ในเขตจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม นอกจากนี้ มีการประชุมเพื่อการพัฒนาแผนเชิงรุกด้านการประมงระดับชุมชนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงร่วมกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2562 ณ อำเภอปากชม จังหวัดเลยที่ผ่านมา และมีข้อเสนอจากภาคประชนในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหลากหลายเรื่อง โดยเฉพาะ การจัดทำระบบข้อมูลและการเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมงแม่น้ำโขง (Fisheries watch) ผลการประชุมปรึกษาหารือในวันนี้ เน้นการศึกษาการสร้างระบบการเตือนภัยเบื้องต้นภายใต้การมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น อันสืบเนื่องจากการขึ้นลงของน้ำที่ผิดธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และชนิดและปริมาณสัตว์น้ำ นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ได้กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยอ้างถึงรายงานของ นายสุริยา จงโยธา ประมงจังหวัดหนองคาย ที่ระบุว่าปลานิลกระชังหนองคายได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่ผันผวนตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 และลดระดับฉับพลันวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ลดลงเหลือ 3.62 เมตร ทำให้ในวันที่ 18-19 กรกฎาคม ปลาในกระชังตายเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นปลาที่มีขนาด 1 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวนประมาณ 30-100 ตัน มูลค่าความเสียหาย 4.5-6 ล้านบาท และหลังจากนั้น เกิด after shock ปลาอ่อนแอและป่วย จำนวน 30-50 ตัน ส่วนความเสียหายที่เกิดกับปลาธรรมชาติและระบบนิเวศน์ตลอดแนวแม่น้ำโขงยังไม่สามารถ ประเมินมูลค่าได้ ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปร่วมกันในเบื้องต้นว่า จะดำเนินการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ ในการออกแบบและทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัย ทั้งระดับน้ำ และคุณภาพน้ำ โดยมีกลุ่มเป้าหมายนำร่องคือ เครือข่ายผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวประมงแม่น้ำโขง จำนวน 7 จุด กระจายตัวในพื้นที 7 จังหวัดริมแม่น้ำโขงภาคอีสาน ทั้งนี้ นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง กล่าวว่า จะสนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูล บุคลากรเพื่อฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมาย และทดสอบระบบการแจ้งเตือนร่วมกับชุมชน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่ง อยู่ระหว่างรอการทำ บันทึกข้อตกลงกับสถาบันสารสนเทศการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ( สสนก.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่เป็นหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับระดับน้ำ อัตราการไหลของน้ำ นอกจากนี้ ผศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษา คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การพัฒนาระบบและข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีการสำรวจสถานการณ์ปัญหา จำนวน ต้นทุนการผลิต ผลผลิต ของผู้เลี้ยงปลากระชัง ข้อมูลการจับปลา ชนิด จำนวนปลาที่จับได้ในแต่ละช่วงเดือน ของชาวประมงแม่น้ำโขง รวมทั้งข้อมูลการรับซื้อปลาแม่น้ำโขง ชนิด ปริมาณปลา มูลค่าการซื้อขายในแต่ละช่วงเดือน เพื่อประเมินผลกระทบในเบื้องต้น รวมทั้งการหาลู่ทางสนับสนุนเช่น การจัดตั้งกองทุน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสำรวจวิจัยชนิดพันธุ์ปลา ในหมู่บ้านวิจัยนำร่อง อีกทั้งเห็นด้วยกับนายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง ในเรื่องการส่งเสริมการตลาดปลาสวยงาม (ปลาที่มีลักษณะผิดปกติที่เป็นที่ต้องการของตลาด) เพื่อเป็นเครื่องมือในการลดปริมาณปลากลายพันธุ์ออกจากแม่น้ำโขง และส่งเสริมการสร้างรายได้แก่ชาวประมง ทั้งนี้ จะมีการออกแบบการดำเนินงานร่วมกันและทดสอบระบบในเบื้องต้น เพื่อพัฒนาปรับปรุงงานร่วมกันต่อไป.
กรมประมง เตรียมพัฒนาระบบการเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมงแม่น้ำโขง (Fisheries watch) โดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) เปิดเผยหลังจากมีการประชุมกับ นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้องประชุมเสือตอ กรมประมง ว่า จากสภาวะแม่น้ำโขงผันผวนอย่างมากตั้งแต่ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หลายพื้นที่แห้งขอดทั้งที่เป็นฤดูน้ำหลาก ปลาและระบบนิเวศเสียหายประเมินมูลค่าไม่ได้ ตามที่เครือข่ายฯ ได้นำเสนอข้อมูลผ่านสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กรมประมงได้ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยจัดฝึกอบรมการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในระบบโรงเพาะฟักภาคสนาม (Mobile Hatchery) เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้ในแหล่งน้ำชุมชนตนเองได้อย่างเพียงพอ และเร่งฟื้นฟูโดยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารสัตว์น้ำในพื้นที่ด้วยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำและเสริมสร้างผลผลิตสัตว์น้ำจากการจัดการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับชุมชนประมงในพื้นที่นำร่องจำนวน 10 พื้นที่ ในเขตจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม นอกจากนี้ มีการประชุมเพื่อการพัฒนาแผนเชิงรุกด้านการประมงระดับชุมชนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงร่วมกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2562 ณ อำเภอปากชม จังหวัดเลยที่ผ่านมา และมีข้อเสนอจากภาคประชนในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหลากหลายเรื่อง โดยเฉพาะ การจัดทำระบบข้อมูลและการเตือนภัยเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมงแม่น้ำโขง (Fisheries watch) ผลการประชุมปรึกษาหารือในวันนี้ เน้นการศึกษาการสร้างระบบการเตือนภัยเบื้องต้นภายใต้การมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น อันสืบเนื่องจากการขึ้นลงของน้ำที่ผิดธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และชนิดและปริมาณสัตว์น้ำ นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ได้กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยอ้างถึงรายงานของ นายสุริยา จงโยธา ประมงจังหวัดหนองคาย ที่ระบุว่าปลานิลกระชังหนองคายได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่ผันผวนตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 และลดระดับฉับพลันวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ลดลงเหลือ 3.62 เมตร ทำให้ในวันที่ 18-19 กรกฎาคม ปลาในกระชังตายเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นปลาที่มีขนาด 1 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวนประมาณ 30-100 ตัน มูลค่าความเสียหาย 4.5-6 ล้านบาท และหลังจากนั้น เกิด after shock ปลาอ่อนแอและป่วย จำนวน 30-50 ตัน ส่วนความเสียหายที่เกิดกับปลาธรรมชาติและระบบนิเวศน์ตลอดแนวแม่น้ำโขงยังไม่สามารถ ประเมินมูลค่าได้ ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปร่วมกันในเบื้องต้นว่า จะดำเนินการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ ในการออกแบบและทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัย ทั้งระดับน้ำ และคุณภาพน้ำ โดยมีกลุ่มเป้าหมายนำร่องคือ เครือข่ายผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวประมงแม่น้ำโขง จำนวน 7 จุด กระจายตัวในพื้นที 7 จังหวัดริมแม่น้ำโขงภาคอีสาน ทั้งนี้ นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง กล่าวว่า จะสนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูล บุคลากรเพื่อฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมาย และทดสอบระบบการแจ้งเตือนร่วมกับชุมชน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่ง อยู่ระหว่างรอการทำ บันทึกข้อตกลงกับสถาบันสารสนเทศการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ( สสนก.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่เป็นหน่วยงานหลักที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับระดับน้ำ อัตราการไหลของน้ำ นอกจากนี้ ผศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษา คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การพัฒนาระบบและข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จำเป็นที่จะต้องมีการสำรวจสถานการณ์ปัญหา จำนวน ต้นทุนการผลิต ผลผลิต ของผู้เลี้ยงปลากระชัง ข้อมูลการจับปลา ชนิด จำนวนปลาที่จับได้ในแต่ละช่วงเดือน ของชาวประมงแม่น้ำโขง รวมทั้งข้อมูลการรับซื้อปลาแม่น้ำโขง ชนิด ปริมาณปลา มูลค่าการซื้อขายในแต่ละช่วงเดือน เพื่อประเมินผลกระทบในเบื้องต้น รวมทั้งการหาลู่ทางสนับสนุนเช่น การจัดตั้งกองทุน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสำรวจวิจัยชนิดพันธุ์ปลา ในหมู่บ้านวิจัยนำร่อง อีกทั้งเห็นด้วยกับนายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมประมง ในเรื่องการส่งเสริมการตลาดปลาสวยงาม (ปลาที่มีลักษณะผิดปกติที่เป็นที่ต้องการของตลาด) เพื่อเป็นเครื่องมือในการลดปริมาณปลากลายพันธุ์ออกจากแม่น้ำโขง และส่งเสริมการสร้างรายได้แก่ชาวประมง ทั้งนี้ จะมีการออกแบบการดำเนินงานร่วมกันและทดสอบระบบในเบื้องต้น เพื่อพัฒนาปรับปรุงงานร่วมกันต่อไป.
กรมประมงแนะปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่น ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562
ควรรู้ก่อนทำบุญ กรมประมงแนะสิ่งควรรู้ ปล่อยปลาพื้นถิ่นไทยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แฟนเพจเฟซบุ๊ก กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมประมง ได้เผยแพร่ความรู้ในการทำบุญตามความเชื่อ โดยมีการโพสต์รูปประกอบข้อมูลความรู้ “มารู้จักสัตว์น้ำต่างถิ่น ที่ไม่ควรปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะบ้านเรา หากคุณเป็นผู้ใจบุญ ที่ชอบปล่อยพันธุ์ปลาเนื่องในโอกาสต่างๆ ควรศึกษาไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าปล่อยปลาไป ได้บุญแน่นอน 100 %”
ประมง" เตรียมชง ค.ร.ม. 2 โครงการช่วยเหลือ-สร้างรายได้ให้เกษตรกร
วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562
กรมประมง จัดทำ 2 โครงการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหลังประสบอุทกภัย วงเงินกว่า 767 ล้านบาท "การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน" "ปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ในแหล่งน้ำชุมชน" เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้ ภายใน 4 เดือน ก่อให้เกิดความยั่งยืนของแหล่งกำเนิดผลผลิตชุมชน เผยขณะนี้ อยู่ในระหว่างเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเสียหายด้านการประมงที่เกิดจากอุทกภัยพายุโพดุลและพายุคาจิกิล่าสุด (วันที่ 8 ตุลาคม 2562) พบเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 21 จังหวัด ประกอบด้วย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สกลนคร ตราด สระแก้ว กาญจนบุรี และกระบี่ รวมจำนวน 21,529 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงได้รับความเสียหาย แบ่งเป็นบ่อดิน จำนวน 21,900.82 ไร่ กระชัง/บ่อซีเมนต์ จำนวน 20,491.75 ตารางเมตร เบื้องต้นกรมประมงได้วางแนวทางเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีอัตราการช่วยเหลือ ดังนี้(1)กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (2) ปลา หรือ สัตว์น้ำอื่น ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และ (3) กระชัง บ่อซีเมนต์ ตารางเมตรละ 315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้เตรียมเสนอโครงการพัฒนาส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกด้านการประมงเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยเนื่องจากพายุ "โพดุล" และ "คาจิกิ" จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินงบประมาณ 260 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถทำได้ทันทีหลังน้ำลด และเป็นอาชีพที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องสร้างรายได้และผลผลิตเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยตั้งเป้าเป็นเกษตรกรที่ประสบเหตุตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา และได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯทั้งนี้ ทางกรมประมงจะเข้าไปสนับสนุนปัจจัยการผลิต อาทิ ลูกพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ อาหารสัตว์น้ำ ฯลฯ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้อย่างรวดเร็ว 2. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน งบประมาณภายในกรอบวงเงิน 506.9080 ล้านบาท จากงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายของกรมประมง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ ปล่อยกุ้งก้ามกรามลงในแหล่งน้ำชุมชน ในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2562 เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนทุกคนในการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชน ทั้งนี้ กรมประมง หวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้และผ่านปัญหาครั้งนี้ไปได้ ทั้งนี้ หากใครมีปัญหาด้านการประมง สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่ หรือ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรชาวประมง กรมประมง โทรศัพท์หมายเลข 0 2558 0218 และ 0 2561 4740
... อ่านทั้งหมด