ข่าวประชาสัมพันธ์
ทส. จับมือ 11 หน่วยงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562
วันนี้ (10 กันยายน 2562) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับผู้แทน 11 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชน จำนวนกว่า 200 คน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายวิจารย์ สิมาฉายา กล่าวว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในวันนี้ เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ระหว่างปี 2562 – 2567 เนื่องจากทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บนฐานการบูรณาการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในการควบคุม กำกับดูแล และลดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด พัฒนาเครื่องมือ กลไกการบริหารจัดการ เพิ่มศักยภาพด้านวิชาการ สื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อรักษาคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

โดยทุกฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานดังต่อไปนี้ 1)เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยการควบคุมและลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดในช่วงวิกฤตสถานการณ์ฝุ่นละออง 2)ป้องกันและลดการเกิดมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยควบคุม กำกับดูแล และลดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด รวมถึงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง 3)เพิ่มศักยภาพด้านวิชาการที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงและพัฒนาระบบฐานข้อมูล ระบบเฝ้าระวัง เครื่องมือตรวจวัด พัฒนาองค์ความรู้ การสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะ และกลไกการบริหารจัดการเชิงรุก ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป ---------------------------------- เชื่อมโยง ...
คพ.สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร
วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562
วันที่ 9 กันยายน 2562 นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสาครยังคงประสบปัญหามลพิษต่างๆ ได้แก่ ปัญหาลักลอบทิ้งน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ กากของเสียและสารเคมีอันตราย และเรื่องร้องเรียนจากกิจกรรมของโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยพบว่าในจังหวัดสมุทรสาครมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่จำนวน 2 แห่ง และมีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กตั้งอยู่ จำนวนมากกว่า 6,000 แห่ง ซึ่งปัจจุบันได้มีการตั้งโรงงานจนเต็มพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังมีความพยายามจากผู้ประกอบการเสนอขอขยายผังเมืองเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่เพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในจ.สมุทรสาคร ในระหว่างปี 2559-2562 พบว่ามีเหตุลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายเกิดขึ้นจำนวน 9 ครั้ง ไม่นับรวมเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับมลพิษด้านอื่น ๆ

นายประลอง กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่ได้ให้ความสำคัญต่อปัญหามลพิษจากการลักลอบทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกากของเสียอันตราย เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน คพ. จึงได้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเฝ้าระวังติดตามปัญหามลพิษจากการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่เสี่ยงให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังป้องกัน และแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตราย ได้แก่ การติดตามตรวจสอบ/เฝ้าระวังการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามลพิษจากการลักลอบทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกากของเสียอันตรายในพื้นที่เสี่ยงทั้งในระดับจังหวัด และระดับชุมชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

คพ.จะเร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่เครือข่ายและประชาชน ซึ่งจะทำในพื้นที่ที่มีปัญหาการลักลอบทิ้งขยะของเสียอันตรายทั่วประเทศ โดยในปีนี้กำหนด 5 แห่ง ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครเป็น 1 ใน 5 และจะทยอยทำไปเรื่อยๆ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ นายประลอง กล่าว เชื่อมโยง ...
คพ. เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ กราบทูลแนวทางการจัดการมลพิษสำหรับวัดในพระพุทธศาสนา
วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562
วันที่ 30 สิงหาคม 2562 นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่ คพ. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้หารือร่วมกันในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบริเวณศาสนสถาน ทั้งด้านการจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาศพ การจัดการขยะมูลฝอยและการจัดการน้ำเสีย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ได้มอบหมายให้ คพ. ได้จัดทำแนวทางรวมทั้งมาตรการต่างๆ เพื่อการจัดการมลพิษในสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งรวมถึงศาสนสถาน โดยเฉพาะวัดที่มีเมรุเผาศพ

นายประลอง กล่าวว่า คพ. ได้รับพระกรุณาประทานวโรกาสให้นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อกราบทูลทราบแนวทาง การจัดการมลพิษสำหรับวัดในพระพุทธศาสนา เรื่องของการจัดการปัญหาฝุ่นละอองจากการเผาศพ ฝุ่นละออง PM2.5 มลภาวะจากขยะมูลฝอย และน้ำเสียในบริเวณศาสนสถาน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ณ ตำหนักอรุณวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงติดตามการจัดการสิ่งแวดล้อมในวัดต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเตาเผาศพ ขยะมูลฝอยและน้ำเสีย ได้ทรงเล่าถึงการรับบิณฑบาตสมัยก่อน ไม่มีการใช้ถุงพลาสติก พระจะได้ฉันเป็นกับข้าวแห้งๆ ถ้ามีแกงจะใส่ถ้วยมาถวายแล้วพระจะล้างนำไปคืน ส่วนลำคลองสายต่างๆ และคุณภาพน้ำในเมื่อ 70 ปีก่อน ยกตัวอย่างคลองคูเมืองเดิมที่อยู่หลังวัด สามารถใช้อาบหรือลงเล่นน้ำได้ ท่านทรงห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และมีรับสั่งให้ คพ.หารือร่วมกับ พศ. และเจ้าอาวาสวัดต่างๆ และให้นำเรื่องดังกล่าวนำเสนอในการประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายประลอง กล่าวอีกว่า ทั่วประเทศไทยมีวัดกว่า 41,340 แห่ง โดยมีเตาเผาศพกว่าร้อยละ 50 ใน กทม. วัดที่มีเตาเผาศพกว่า 308 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นเตาเผาศพในระดับคุณภาพดี ตามข้อแนะนำของ คพ. แบ่งระดับมาตรฐานเตาเผาศพออกเป็น 4 ระดับ (1) คือระดับคุณภาพต่ำ (2) ระดับคุณภาพพอใช้ (3) ระดับคุณภาพดี ซึ่งใน กทม. กว่าร้อยละ 90 จะอยู่ในระดับคุณภาพดี และ (4) ระดับคุณภาพดีเยี่ยม ปัจจุบันยังไม่มีวัดใดที่มีระดับคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะใน กทม.ขณะนี้ทาง คพ.ร่วมกับ พศ. ได้มีการสำรวจและจะยกระดับเมรุเผาศพให้เป็นเมรุเผาศพที่มีระดับคุณภาพดีเยี่ยม ปรากฏว่ามีวัดที่สามารถดำเนินการในเบื้องต้นนี้ 20 แห่ง ได้แก่ วัดมหาบุศย์ วัดนิมมานรดี วัดม่วง วัดนวลจันทร์ วัดทุ่งครุ วัดน้อยนพคุณ วัดชัยพฤกมาลา วัดหลักสี่ วัดเจ้าอาม วัดพระยาทำวรวิหาร วัดลุ่มเจริญศรัทธา วัดเรืองยศสุทธาราม วัดลานบุญ วัดบางโพโอมาวาส วัดคู้บอน วัดพรพระร่วงประสิทธิ์ วัดเวฬุราชิน วัดทองเพลง วัดเทพนารี และวัดสะพานพระโขนง ซึ่ง คพ.กับ พศ.จะร่วมมือกันปรับปรุงในเรื่องของมลภาวะที่เกิดจากการเผาศพให้อยู่ในระดับคุณภาพดีเยี่ยมให้มากที่สุดต่อไป
อาคารราชการต้องเป็นต้นแบบในการจัดการและบำบัดน้ำเสีย
วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562
นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้มอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยให้ คพ. พิจารณาแนวทางและออกมาตรการในการบำบัดน้ำเสียจากอาคารสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอาคารซึ่งเป็นส่วนราชการ ควรจะต้องมีการบำบัดน้ำเสียให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เพื่อจะได้เป็นต้นแบบและเป็นตัวอย่างให้แก่ภาคเอกชนต่างๆ รวมทั้งประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน จะต้องให้อาคารและสิ่งก่อสร้างในภาคเอกชนและทั่วไป รวมทั้งสถานบริการต่างๆ ดูแลกำกับไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง คพ. จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาอาคารราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และหน่วยงานอิสระในกำกับของรัฐ ให้เป็นต้นแบบที่ดีด้านการจัดการ หรือบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 250 แห่ง

นายประลอง กล่าวว่า คพ. จะตรวจสอบการระบายน้ำทิ้งของอาคารที่ทำการของทางราชการให้ครบ 250 แห่ง ภายในเดือนธันวาคม 2562 ขณะนี้ตรวจไปแล้วกว่า 100 หน่วยงาน ผลการตรวจสอบพบว่า อาคารราชการส่วนหนึ่ง ยังระบายน้ำทิ้งเกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ ยังไม่มีการกำหนดนโยบายด้านการจัดการน้ำเสียของหน่วยงานที่ชัดเจน และไม่มีการกำหนดผู้รับผิดชอบดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่ง คพ. ได้เชิญหน่วยงานดังกล่าวมารับทราบแนวทางปฏิบัติในการแก้ไข เพื่อให้มีการบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐานก่อนปล่อยลงสู่ลำคลอง หากตรวจพบและยังไม่ดำเนินการทาง คพ. จะมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพต่อไป ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ผลักดันให้อาคารราชการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับภาคเอกชน และภาคประชาชน เชื่อมโยง ...
คพ. ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา เตรียมรับมือ PM2.5
วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562
นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมลพิษ แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพิษวิทยา ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการศึกษาวิจัย พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน พัฒนานโยบาย/มาตรการและแลกเปลี่ยนข้อมูลในการดำเนินงานด้านสุขภาพอนามัย พิษวิทยา และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะร่วมกันส่งเสริมบทบาทประเทศไทยในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ ในด้านสุขภาพอนามัย พิษวิทยาและสิ่งแวดล้อม

นายประลอง กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ภายใต้การนำของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Environment Program (UNEP) ได้จัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพอนามัยและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม (Air Quality Assessment for Health and Environment Policies in Thailand) เพื่อประเมินสถานการณ์และข้อมูลทางวิชาการประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการจัดการคุณภาพอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานจัดทำและปรับปรุงมาตรการ/มาตรฐานด้านการจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยได้เชื่อมโยงกับข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เศรษฐกิจสังคมที่ทันสมัยเหมาะสม ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ UNEP สนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานโครงการฯ ให้แก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคแอฟริกา ได้แก่ เบนิน บอสวานา และเอธิโอเปีย และในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ได้แก่ มองโกเลีย ศรีลังกา และไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกัน แก้ไขผลกระทบจากมลพิษอากาศได้อย่างเหมาะสม เชื่อมโยง ...
... อ่านทั้งหมด