Office of the Civil Service Commission

หน้าที่ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551


มาตรา 13 ให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เรียกโดยย่อว่า “สำนักงาน ก.พ.” โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสำนักงาน ก.พ. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีสำนักงาน ก.พ. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้



  1. เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในหน้าที่ของ ก.พ. และ ก.พ.ค. และดำเนินการตามที่ ก.พ. หรือ ก.พ.ค. มอบหมาย

  2. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่กระทรวง กรม เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

  3. พัฒนา ส่งเสริม วิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของข้าราชการพลเรือน

  4. ติดตามและประเมินผลการบริหารทรัพยากรบุคคลของข้าราชการพลเรือน

  5. ดำเนินการเกี่ยวกับแผนกำลังคนของข้าราชการพลเรือน

  6. เป็นศูนย์กลางข้อมูลทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

  7. จัดทำยุทธศาสตร์ ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของข้าราชการฝ่ายพลเรือน

  8. ส่งเสริม ประสานงาน เผยแพร่ ให้คำปรึกษาแนะนำ และดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตสำหรับทรัพยากรบุคคลภาครัฐ

  9. ดำเนินการเกี่ยวกับทุนเล่าเรียนหลวงและทุนของรัฐบาลตามนโยบายและระเบียบของ ก.พ. ตามมาตรา 8 (8)

  10. ดำเนินการเกี่ยวกับการดูแลบุคลากรภาครัฐและนักเรียนทุนตามข้อบังคับหรือระเบียบของ ก.พ. ตามมาตรา 8 (9)

  11. ดำเนินการเกี่ยวกับการรับรองคุณวุฒิของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่น เพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือน และการกำหนดอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทน รวมทั้งระดับตำแหน่งและประเภทตำแหน่งสำหรับคุณวุฒิดังกล่าว

  12. ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาทะเบียนประวัติและการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือน

  13. จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลในราชการพลเรือนเสนอต่อ ก.พ. และคณะรัฐมนตรี

  14. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือ ก.พ. มอบหมาย



หน้าที่ตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน ก.พ.


พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543 มาตรา 8 ทวิ กำหนดให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณ มีหน้าที่ตรวจสอบดูแลมิให้มีการกำหนดตำแหน่ง หรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือที่ถูกรวมหรือโอนไปเพิ่มขึ้นจนกว่าจะครบกำหนด 3 ปี นับตั้งแต่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ มาตรา 8 สัตต กำหนดให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณร่วมกันเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการแบ่งส่วนราชการภายใน และในการกำหนดอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการในการเสนอความเห็นดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ. จัดอัตรากำลังและสำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณให้สอดคล้องเสนอไปในคราวเดียวกัน


พ.ร.บ. เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2538 ตามมาตรา 5 กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) ซึ่งมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ มาตรา 8 กำหนดให้ กงช. ทำหน้าที่เสนอแนะ และให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ เงินเดือน ค่าจ้าง เงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และประโยชน์เกื้อกูลอื่นของข้าราชการ ทหารกองประจำการ นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม และลูกจ้างของส่วนราชการ


พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ตามมาตรา 12 กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการ และมาตรา 32 กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการสมาชิกสัมพันธ์ ซึ่งมีเลขาธิการ ก.พ. ทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งมาตรา 33 ได้กำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างกองทุนกับสมาชิก ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิก เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและรายงานความคืบหน้าของการจัดการกองทุน รับฟังความคิดเห็นและปัญหาต่างๆ จากสมาชิก และพิจารณาเสนอแนะต่อคณะกรรมการเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก


ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 กำหนดให้มีศูนย์ประสานการจัดสวัสดิการข้าราชการเป็นหน่วยงานภายในสำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการแก่คณะรัฐมนตรี เป็นศูนย์ประสานงานและเผยแพร่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ สนับสนุนการจัดสวัสดิการภายในตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำกำหนดระเบียบวิธิปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน


คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 393/2540 โดยมีสำนักงาน ก.พ. เป็นฝ่ายเลขานุการ มีหน้าที่พิจารณากำหนดนโยบาย เป้าหมายกลยุทธ์ และวิธีดำเนินการเพื่อให้กำลังคนภาครัฐมีขนาดกะทัดรัดเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพิจารณาจัดสรรอัตราใหักับส่วนราชการที่ต้องเพิ่มอัตราตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรการกำหนดขนาดกำลังคนภาครัฐ

วิสัยทัศน์

ให้การรับราชการเป็นทางเลือกแรกและทางเลือกสุดท้ายของการประกอบอาชีพสำหรับคนเก่งที่มีจิตสาธารณะ และให้โลกหันมาศึกษาดูงานการปฏิรูประบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐของไทย

พันธกิจ

พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลในราชการพลเรือนให้เกิดความสมดุล 4ป (ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ เปี่ยมคุณค่า ปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นคล่องตัว) การตอบสนองต่อความต้องการของสังคม และระบบคุณธรรมเพื่อให้สามารถดึงดูดและรักษาคนคุณภาพไว้ในระบบราชการ

ยุทธศาสตร์

ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอน และวิธีการการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เอื้อต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และพันธกิจ ปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้ตอบสนองความต้องการและบริบทของแต่ละส่วนราชการ และกระจายอำนาจเพื่อให้ส่วนราชการเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

พันธกิจ
1.พัฒนาและวางระบบบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการบริหารกำลังคนภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
2.สร้างและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในราชการพลเรือนให้มีสมรรถนะขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการและให้บริการประชาชน
3.พิทักษ์ระบบคุณธรรมในราชการพลเรือน เสริมสร้างมโนสุจริตและความ โปร่งใสในการปฏิบัติราชการที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม
ประเด็นยุทธศาสตร์
1. การเสริมสร้างความมีประสิทธิภาพของกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐ
2. การพัฒนาคุณภาพกำลังคนภาครัฐให้ปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้รับบริการอย่างทั่วถึง
3. รักษามาตรฐานตามระบบคุณธรรมและความถูกต้อง เป็นธรรม
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
1. การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐมีประสิทธิภาพ คล่องตัว เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของส่วนราชการและจังหวัด
2. บุคลากรภาครัฐได้รับการพัฒนาและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ
3. บุคลากรภาครัฐมีคุณธรรม จริยธรรม และได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติราชการ