จังหวัดอำนาจเจริญ (อจ)
Amnatcharoen

แผนที่

โครงสร้างราชการบริหารส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นในจังหวัด การจัดองค์กรราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีหน่วยราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด คือส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ส่วนราชการในระดับจังหวัดเป็นหน่วยงาน 2 ลักษณะ คือ หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด และหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด (ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง) หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจของจังหวัดอำนาจเจริญ มีทั้งสิ้น 27 หน่วยงาน สังกัดกระทรวงมหาดไทย 8 หน่วยงาน และสังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ อีก 19 หน่วยงาน ส่วนหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด มีทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวง ทบวงกรมอื่น ๆ ทั้งสิ้น 22 หน่วยงาน และหน่วยงานอิสระ 10 หน่วยงาน ส่วนการจัดองค์กรราชการบริหารส่วนท้องถิ่น มี 3 รูปแบบ คือ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลตราประจำจังหวัดพระมงคลมิ่งเมืองเป็นพระประธานของภาพ แสงฉัพพรรณรังสี เปล่งรัศมีโดยรอบพระเศรียรซ้ายขวามีต้นไม้อยู่สองข้าง ถัดไปเป็นกลุ่มเมฆ ด้านล่างเป็นแถบป้ายชื่อจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ใช้อักษรย่อว่า อจ.คำขวัญจังหวัดอำนาจเจริญพระมงคลมิ่งเมือง แหล่งรุ่งเรืองเจ็ดลุ่มน้ำ งามล้ำถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เทพนิมิตพระเหลา เกาะแก่งเขาแสนสวย เลอค่าด้วยผ้าไหม ราษฎร์เลื่อมใสใฝ่ธรรมวิสัยทัศน์จังหวัดอำนาจเจริญประชาสังคมเข้มแข็ง แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีมีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตดอกไม้ประจำจังหวัด ชื่อดอกไม้ ดอกจานเหลืองต้นไม้ประจำจังหวัดชื่อพรรณไม้ ตะเคียนหินชื่อวิทยาศาสตร์ Hopea ferreaขนาดและที่ตั้งจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นจังหวัดในตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 15 องศา 30 ลิปดาเหนือ ถึง 16 องศา 30 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 104 องศา 15 ลิปดาตะวันออก ถึง 105 องศา 15 ลิปดาตะวันออก ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยรถยนต์ประมาณ 568 กิโลเมตร แยกออกจากจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2536 มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,975,780 ไร่ หรือ 3,161.248 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ทิศเหนือ : ติดเขตจังหวัดยโสธร ที่อำเภอเลิงนกทา และจังหวัดมุกดาหาร ที่อำเภอดอนตาลทิศตะวันออก : ติดเขตประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงด้านอำเภอชานุมานเป็นระยะทาง 38 กิโลเมตร และจังหวัดอุบลราชธานีที่อำเภอเขมราฐ อำเภอกุดข้าวปุ้น และอำเภอตระการพืชผลทิศตะวันตก : ติดเขตจังหวัดยโสธร ที่อำเภอป่าติ้ว และอำเภอเลิงนกทาทิศใต้ : ติดเขตจังหวัดอุบลราชธานี ที่อำเภอม่วงสามสิบการปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 56 ตำบล 653 หมู่บ้านอำเภอเมืองอำนาจเจริญอำเภอชานุมานอำเภอปทุมราชวงศาอำเภอพนาอำเภอเสนางคนิคมอำเภอหัวตะพานอำเภอลืออำนาจความเป็นมาจังหวัด เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๓๗ เจ้าพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี คนที่ ๒ ได้มีใบบอก ลงไปกราบทูลพระกรุณา พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขอพระราชทานตั้งบ้านโคกก่ง กงพะเนียง (ปัจจุบันเป็นตำบลอยู่ในการปกครองของอำเภอชานุมาน) เป็นเมืองเขมราฐธานี พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านโคกก่งกงพะเนียง เป็นเมืองเขมราฐธานี ตามที่พระพรหมวรราชสิริยวงศา กราบทูล และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้อุปฮาดก่ำ บุตรชายคนโตของพระวอ จากเมืองอุบลราชธานี มาเป็นเจ้าเมืองเขมราฐ(ที่ตั้งอยู่เมืองบริเวณบ้านคำแห้ว เมืองเก่า อำเภอชานุมาน) ได้รับสถาปนาเป็นพระเทพวงศา(ก่ำ)ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๓๖๙ เกิดศึกระหว่างกรุงเทพฯ กับกองทัพเจ้าอนุวงศ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ ได้ยกทัพมายึดเมืองเขมราฐ ขอให้พระเทพวงศา (ก่ำ)เข้าเป็นพวกด้วย แต่พระเทพวงศาไม่ยอมจึงถูกประหารชีวิตพระเทพวงศา (ก่ำ) มีบุตรชาย ๓ คน คือ พระเทพวงศา (บุญเฮ้า) คนที่ ๓ ท้าวแดง มียศเป็นพระกำจนตุรงค์ ได้เป็นเจ้าเมืองวารินชำราบ พระเทพวงศา (บุญจันทร์) มีบุตรชาย ๒ คน คือ ท้าวบุญสิงห์ และท้าวบุญชัย ต่อมา ท้าวบุญสิงห์ ได้เป็นเจ้าเมืองเขมราฐ มียศเป็นพระเทพวงศา (บุญสิงห์) มีบุตรชาย ๒ คน คือ ท้าวเสือ และท้าวพ่วย ซึ่งได้รับยศเป็น ท้าวจันทบุรมหรือจันทบรม ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๐๑ ได้กราบบังคมทูลยกฐานะบ้านค้อใหญ่ (ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอลืออำนาจ) ขึ้นเป็นเมืองอำนาจเจริญ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านค้อใหญ่ ขึ้นเป็นเมือง ให้ชื่อว่า "เมืองอำนาจเจริญ" เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๑๐ และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวจันทบรม (เสือ) เป็นเจ้าเมือง มียศเป็นพระอมรอำนาจ(ต้นสกุลอมรสิน) ดังปรากฏตราสารตั้งเจ้าเมืองอำนาจเจริญ ดังนี้"สารตราเจ้าพระยาจักรี ศรีองครักษ์ สมุหนายก อรรคมหาเสนาบดี อภัยภริยปรากรมพาหุ มาถึง พระเทพวงศ์ พระอุปราช ราชวงศ์ ราชบุตร เมืองเขมราฐธานี" ด้วยมีพระราชโองการตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหากัลยาณบัตร สมุหนายก กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ท้าวจันทบุรม เป็นนายกอง ตั้งอยู่บ้านค้อบ้านหม้อแขวงเมืองเขมราฐธานี มีจำนวน คน พระสงฆ์ สามเณร ๑๒๓ คน ชรา - คน พิการ ๑๑๙ ท้าวเพี้ย จ่าบ้าน ๒๓๔ ชายฉกรรจ์ ๕๗๘ ข้าพระ ๓๖ ทาส ๒๒ รวม ๑๑๑,๗ คน รับผูกส่วย เงินแทนผลเร่ว เป็นหลวง ปีละ ๕๓ หาบ เมื่อถึงกำหนดปี ให้ส่งผลเร่วไปให้ครบจำนวน บ้านค้อ บ้านหม้อ มีไร่นา ที่ทำกินกว้างขวาง แต่บ้านค้อบ้านหม้อเดินทางไปเขมราฐธานี ใช้เวลาถึง ๓ คืน จะขึ้นไป เมืองมุกดาหาร ๔ คืน จะลงมาเมืองอุบลราชธานีถึง ๓ คืน จะตัดไปเมืองยศ(เมืองยโสธร)๒ คืน เจ้าเมืองเพี้ย ขึ้นลงไปมาเป็นที่พักอาศัยไม่ขาด เมื่อปีมะโรง อัฐศก ได้มีหนังสือ ขึ้นไปปรึกษาพระเทพวงศา พระอุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร เมืองเขมราฐธานี มีใบบอกให้ราชบุตรพาท้าวจันทบุรม นายกอง ท้าวเพี้ย ลงมาขอรับพระราชทาน ตั้งบ้านหม้อเป็นเมือง โดยขอให้ท้าวจันทบุรม เป็นเจ้าเมือง ท้าวบุตร เป็นอุปฮาด ท้าว สีหาราช เป็นราชวงศ์ ท้าวสุริโย เป็นราชบุตร ทำราชการขึ้นกับเมืองเขมราฐธานี แล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จึงทรงพระราชดำรัสว่า ..."ผู้คนและไพร่พลมีมาก ควรตั้งเป็นเมืองได้ ครั้นจะสมัครอยู่ไหน ก็ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จัดแจงตั้งเป็นเมือง ทำราชการขึ้นกับเมืองนั้น ทั่วไปทุกบ้านทุกเมือง "ซึ่งเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหากัลยาณมิตร ที่สมุหนายกปรึกษา พระเทพวงศา พระอุปราช ราชวงศ์ราชบุตร จึงเห็นพ้องต้องกันพร้อมยกฐานบ้านหม้อ ขึ้นเป็นเมือง ขอให้ท้าวจันทบุรม เป็นเจ้าเมือง ท้าวบุตรเป็นอุปฮาด ท้าวสีหาราช เป็นราชวงศ์ ท้าวสุริโย เป็นราชบุตร ทำราชการขึ้นกับพระเทพวงศา เจ้าเมืองเขมราฐธานี นั้นชอบแล้ว ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานนามสัญญาบัตร ประทับตราพระบรมราชโองการ ตั้งท้าวจันทบุรม เป็นพระอมรอำนาจ เจ้าเมือง พระราชทานถาดหมาก คนโทเงิน สำรับหนึ่ง สัปทนแพรคันหนึ่ง เสื้อเข้มขาบริ้วดอกตัวหนึ่ง แพรสีทับทิม ติดขลิบผืนหนึ่ง ผ้าส่านวิลาศผืนหนึ่ง แพรหงอนไก่ลายผืนหนึ่ง ผ้าเชิงปูมผืนหนึ่ง เป็นเครื่องยศฐานาศักดิ์ ขึ้นรักษาเมือง ทำราชการขึ้นกับเมืองเขมราฐธานีสืบไป และท้าวจันทบุรม ผู้เป็นพระอมรอำนาจ ฟังบังคับบัญชาพระเทพวงศา อุปราชราชวงศ์ ราชบุตร เมืองเขมราฐธานี ให้ท้าวอุปราช ราชวงศ์ ท้าวราชบุตร เมืองอำนาจเจริญ ฟังบังคับบัญชา ท้าวจันทบุรม ผู้เป็นพระอมรอำนาจ เจ้าเมืองอำนาจ เจริญ แต่ที่ชอบด้วยราชการ อย่าให้ถือว่าแต่ก่อนอยู่ใต้บังคับบัญชาพระเทพวงศา เดี๋ยวนี้ได้แยกออกเป็นเมืองแล้ว อย่าได้ขัดแย้งต่อเมืองใหญ่ ฝ่ายพระเทพวงศา ก็อย่าอิจฉาพยาบาทถือเป็นเมืองเขาเมืองเรา มีราชการเมืองมาก็ให้ประนีประนอม ช่วยเหลือราชการให้เป็นอันหนึ่งใจเดียวกัน อย่าถือเปรียบแก่งแย่งให้เสียราชการได้ อนึ่งเมืองอำนาจเจริญเป็นเมืองที่ตั้งใหม่ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ยังไม่รู้กฏหมาย แบบอย่างขนบธรรมเนียมให้พระเทพวงศา ว่ากล่าวสั่งสอนพระอมรอำนาจประพฤติแต่ที่ชอบที่ควร ฯลฯให้พระอมรอำนาจ เจ้าเมือง พร้อมอุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ท้าวเพี้ย ไปพร้อมด้วยพระเทพวงศา อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร เมืองเขมราฐธานี ณ อุโบสถพระวิหารเมืองเขมราฐธานี กราบถวายบังคมสัตยานุสัตย์ถวายต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวฯ รับพระราชทานน้ำพิพัฒน์สัตยา ปีละ ๒ ครั้ง ตามธรรมเนียมสืบไป"หนังสือมา ณ วันอังคาร ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๙ จุลศักราช ๑๒๒๐ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก พุทธศักราช ๒๔๐๑" เมืองอำนาจเจริญ จึงได้รับการสถาปนาเป็นเมือง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยขึ้นการบังคับบัญชาของเจ้าเมืองเขมราฐธานี โดยมีท้าวจันทบุรม (เสือ) มีพระอมรอำนาจ ซึ่งเป็นบุตรชายของพระเทพวงศา (ท้าวบุญสิงห์) เจ้าเมืองเขมราฐธานี ซึ่งเป็นหลานเจ้าพระวอ เจ้าเมืองอุบลราชธานี เป็นเจ้าเมืองอำนาจเจริญคนแรก นับว่าเมืองอำนาจเจริญ เป็นเชื้อสายของเจ้าพระวอพระตาโดยตรง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง โดยการปฏิรูปการปกครอง ให้เข้าสู่ระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบยุโรปตามแบบสากล เป็นเทศาภิบาล เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๒๙ ถึง พุทธศักราช ๒๔๔๕ โดยยกเลิกการปกครองแบบเดิมที่ให้มีเจ้าเมือง พระอุปราช ราชวงศ์ และราชบุตร ที่เรียกว่า อาญาสี่ อาญาสี่ หรือ อาชญาสี่ เป็นตำแหน่งผู้บังคับบัญชาสูงสุด ในหัวเมืองมี ๔ ตำแหน่ง๑.เจ้าเมือง เป็น ผู้มีอำนาจสิทธิขาดในการสั่งการบ้านเมืองทั้งปวง แต่ถ้าเป็นเมืองขึ้นเมืองใหญ่ เจ้าเมืองไม่มีอำนาจตัดสินใจประหารชีวิตผู้ร้ายอุกฉกรรจ์ และไม่มีอำนาจถอดถอน กรรมการเมืองผู้ใหญ่ (อุปราช ราชวงศ์ ราชบุตร) ต้องฟังคำสั่งจากเมืองใหญ่ หรือแล้วแต่ พระมหากษัตริย์จะมีพระกระแสรับสั่ง๒. อุปราช หรือ อุปฮาด มีหน้าที่ทำการแทนเจ้าเมือง เมื่อ เจ้าเมืองไม่อยู่ หรืออยู่ แต่ไม่สามารถว่าราชการได้ อุปฮาดจะเป็น ผู้ทำการแทนทั้งสิ้น๓. ราชวงศ์ มีหน้าที่เกี่ยวกับอรรถคดี ตัดสินชำระความในการปกครองทั่วไป ราชวงศ์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอุปราช และเป็นผู้รวบรวมสรรพบัญชี ส่วยอากร เป็นต้น๔. ราชบุตร มีหน้าที่ควบคุมเก็บรักษาผลประโยชน์ของเมือง ราชบุตร แปลว่า บุตรเจ้าเมือง แต่ความจริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ของเจ้าเมืองเสมอไป แต่อาจเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในราชการที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งราชบุตรก็ยังคงเรียกว่า "ราชบุตร"ถตำแหน่งอาญาสี่ นี้ถ้าเป็นเมืองเล็กหรือเมืองที่ขึ้นกับเมืองใหญ่ เรียกว่า เจ้าเมือง อัครฮาด อัครวงศ์ และอัครบุตร เมืองเจริญขึ้นมีผู้คนมากก็จะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เช่น เมืองมหาสารคาม ได้เลื่อนตำแหน่งอาญาสี่ ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ คือ อัครฮาด เป็น อุปฮาด อัครวงศ์ เป็นราชวงศ์ และอัครบุตร เป็นราชบุตร ตำแหน่งสำหรับหมู่บ้าน มี ๔ ตำแหน่ง ซึ่งเทียบได้เป็นตำแหน่งของการปกครอง ในปัจจุบัน ๑.ท้าวฝ่าย เทียบกับ ตำแหน่งนายอำเภอ ๒.ตาแสง เทียบกับ ตำแหน่งกำนัน ๓.พ่อบ้าน หรือ นายบ้าน เทียบกับ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ๔.จ่าบ้าน เทียบกับ ตำแหน่งสารวัตรหมู่บ้าน หรือสารวัตรตำบลนับแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๒๙ ถึง พุทธศักราช ๒๔๕๕ ได้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า คือ ยกเลิกตำแหน่งอาญาสี่สืบสกุล ในการเป็นเจ้าเมืองนั้นเสีย จัดให้ข้าราชการจากราชสำนัก ในกรุงเทพฯมาปกครอง เปลี่ยนชื่อตำแหน่งผู้ปกครอง จากเจ้าเมือง มาเป็น ผู้ว่าการเมืองแทนและ ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองมณฑลอีสาน จึงยุบเมืองเล็กเมืองน้อยรวมเป็นเมืองใหญ่ ยุบเมืองเป็นอำเภอ เช่น เมืองเขมราฐธานี เมืองยศ(ยโสธร) เมืองฟ้าหยาด(มหาชนะชัย) เมืองลุมพุก(คำเขื่อนแก้ว) เมืองขุหลุ(ตระการพืชผล) เมืองอำนาจเจริญ ไปขึ้นการปกครองกับจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อำเภออำนาจเจริญจึงได้แต่งตั้งนายอำเภอปกครองนายอำเภอคนแรก คือ รองอำมาตย์โทหลวงเอนกอำนาจ (เป้ย สุวรรณกูฏ) พุทธศักราช. ๒๔๕๕ - ๒๔๕๙ ต่อมาประมาณ พุทธศักราช๒๔๕๙ ย้ายจากที่เดิม (บ้านค้อ บ้านอำนาจ อำเภอลืออำนาจในปัจจุบัน) มาตั้ง ณ ตำบลบุ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองในปัจจุบัน ตามคำแนะนำของพระยาสุนทรพิพิธ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขามณฑลอีสาน ได้เดินทางมาตรวจราชการโดยใช้เกวียนเป็นพาหนะ มีความเห็นว่าหากย้ายอำเภอมาตั้งใหม่ที่บ้านบุ่ง ซึ่งเป็นชุมชนและชุมทางสี่แยก ระหว่างเมืองอุบล-มุกดาหาร และเมืองเขมราฐ-เมืองยศ (ยโสธร) โดยคาดว่าจะมีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต โดยชื่อว่า อำเภอบุ่ง (เสนอแนะย้ายพร้อมกับอำเภอเดชอุดม ย้ายจากเมืองขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) มาขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานี) โดยยุบเมืองอำนาจเจริญเป็นตำบล ชื่อว่าตำบลอำนาจ ซึ่งชาวบ้านชอบเรียกว่า เมืองอำนาจน้อย อยู่ในเขตท้องที่อำเภอลืออำนาจในปัจจุบัน ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๔๘๒ จึงเปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุ่ง เป็นอำเภออำนาจเจริญ ขึ้นการปกครองกับจังหวัดอุบลราชธานีต่อมาได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดอำนาจเจริญ พุทธศักราช ๒๕๓๖ ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ ตรงกับวันพุธ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา ยกฐานะอำเภออำนาจเจริญ เป็นจังหวัดอำนาจเจริญ โดยให้แยกอำเภออำนาจเจริญ อำเภอชานุมาน อำเภอปทุมราชวงศา อำเภอพนา อำเภอหัวตะพาน อำเภอเสนางคนิคม และกิ่งอำเภอลืออำนาจ (ปัจจุบันอำเภอลืออำนาจ) รวม ๖ อำเภอ ๑กิ่งอำเภอ โดยแยกออกจากการปกครองจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันขึ้น เป็นจังหวัดอำนาจเจริญ (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า๔-๕-๖ เล่ม๑๑๐ ตอนที่ ๑๒๕ ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๖
จังหวัด เป็นการรวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล จังหวัดอำนาจเจริญ ประกอบด้วยอำเภอ 7 อำเภอ การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัต ในจังหวัดหนึ่งให้มีคณะกรรมการจังหวัดทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการ บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น และให้ความเห็นชอบในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด กับปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายหรือมติของคณะรัฐมนตรีกำหนดคณะกรรมการจังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งคนตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบหมาย ปลัดจังหวัด อัยการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าที่ทำการอัยการจังหวัด รองผู้บังคับการตำรวจ ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าตำรวจภูธรจังหวัด หรือผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด แล้วแต่กรณี และหัวหน้าส่วน ราชการประจำจังหวัดจากกระทรวงและทบวงต่าง ๆ เว้นแต่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งประจำอยู่ในจังหวัด กระทรวงหรือทบวงละหนึ่งคนเป็นกรมการจังหวัด และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นกรมการจังหวัด และเลขานุการถ้ากระทรวงหรือทบวงมีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดซึ่งกรมต่าง ๆ ในกระทรวง หรือทบวง นั้นส่งมาประจำอยู่ในจังหวัดมากกว่าหนึ่งคน ให้ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง กำหนดให้ หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดหนึ่งคนเป็นผู้แทนของกระทรวงหรือทบวงในคณะกรมการจังหวัด ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรจะแต่งตั้งให้หัวหน้าส่วนราชการ ประจำจังหวัด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคคนหนึ่งหรือหลายคน เป็นกรมการจังหวัดเพิ่มขึ้น เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งก็ได้ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบาย และคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการ ให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชนและเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการรองจากผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดสังกัดกระทรวงมหาดไทย ในจังหวัดหนึ่ง นอกจากจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบงานบริหารราชการของจังหวัดดังกล่าวแล้ว ให้มีปลัดจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ส่งมาประจำทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัด และมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้น ในจังหวัดนั้น ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้ช่วยผุ้ว่าราชการจังหวัดเป็นผุ้รักษาราชการแทนถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ปลัดจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือปลัดจังหวัดหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดคนใดคนหนึ่ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ซึ่งมีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้

(1) บริหารราชการตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของทางราชการ

(2) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

(3) บริหารราชการตามคำแรนะนำและคำชี้แจงของผู้ตรวจราชการกระทรวงในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี

(4) กำกับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาค ของข้าราชการซึ่งประจำอยู่ในจังหวัดนั้น ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ให้ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือยับยั้งการกระทำใด ๆ ของข้าราชการในจังหวัดที่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราวแล้วรายงานกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง

(5) ประสานงานและร่วมมือกับข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการฝ่ายพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และข้าราชการครู ผู้ตรวจราชการ และหัวหน้าส่วนราชการในระดับเขตหรือภาค ในการพัฒนาจังหวัดหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

(6) เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามโครงการ หรือแผนพัฒนาจังหวัด และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ

(7) ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตามกฎหมาย

(8) กำกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ในการนี้ให้มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ

(9) บรรจุ แต่งตั้ง ให้บำเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดตามกฎหมายและตามที่ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรืออธิบดีมอบหมาย การยกเว้น จำกัด หรือตัดทอน อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการในจังหวัด หรือให้ข้าราชการของส่วนราชการใด มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดจะกระทำได้โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ

ให้แบ่งส่วนราชการของจังหวัดดังนี้

(1) สำนักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดนั้น มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานจังหวัด

(2) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้จัดตั้งขึ้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาการรับผิดชอบ
วิสัยทัศน์จังหวัดอำนาจเจริญ“ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีสู่ตลาดโลก ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เส้นทางการค้าสู่สากล”พันธกิจจังหวัดอำนาจเจริญ๑. พัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีมีมูลค่าเพิ่ม๒. พัฒนาเกษตรทางเลือกและสินค้าเกษตรปลอดภัยตามแนวทาง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง๓. สร้างฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านสังคม การศึกษา สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน๔. พัฒนาการมีส่วนร่วมทางการศึกษา๕. ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง๖. ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า๗. สร้างความมั่นคง ปลอดภัย ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน๘. การส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า การท่องเที่ยว๙. การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/OTOP และเสริมสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ๑๐. การยกระดับทักษะบุคลากร แรงงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม๑๑. การเสริมสร้างพันธมิตร เชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และธุรกิจการค้าชายแดน เพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนเป้าประสงค์รวมจังหวัดอำนาจเจริญ1. เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง2. ประชาชนจังหวัดอำนาจเจริญมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน
ประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัดอำนาจเจริญ
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรปลอดภัย
เป้าประสงค์ : ข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรปลอดภัยสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. ผลผลิตต่อไร่ข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นจากเดิม เป็น ๔๘๐ กก./ไร่
๒. มูลค่าผลผลิตข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕/ปี
๓. จำนวนสินค้าเกษตรคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ ๒ ชนิด
กลยุทธ์
๑. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและสินค้าเกษตรปลอดภัย
๒. ส่งเสริมการเกษตรตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๓. ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า
๔. ส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและการตลาด

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการบริหาร
จัดการชุมชนด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เป้าประสงค์ : เด็ก เยาวชน และครอบครัวมีภูมิคุ้มกันทางสังคมและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมั่นคง ปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพย์สิน
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. นักเรียนมีทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ ๗,๗๙๐ คน
๒. สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ได้รับรองมาตรฐานทางการศึกษา ๒๕๘ โรงเรียน
๓. อัตราการศึกษาต่อของประชาชนในจังหวัดอ??ำนาจเจริญสูงขึ้น ๑,๕๐๕ คน/ปี
๔. เด็ก เยาวชน และประชาชนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาได้รับบริการด้านการศึกษาและอาชีพตามความถนัดและความสนใจเพิ่มมากขึ้น ๑๕๐,๐๗๘ คน
๕. ร้อยละของเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ได้รับการพัฒนาศักยภาพจากการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือการเคลื่อนที่ด้วยระบบไฮโดรลิก ร้อยละ ๙๒.๕
๖. ร้อยละของผู้มารับบริการ และการให้ข้อมูลสารสนเทศ แก่เครือข่ายผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร้อยละ ๘๕
๗. ร้อยละของนักศึกษาที่สามารถสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งระบบโควตาและแอดมิชชั่นที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๕/ปี
กลยุทธ์
๑. พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการจัดการศึกษา
๒. เพิ่มโอกาสทางการศึกษาส??ำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนที่ด้อยโอกาส
๓. เสริมสร้างชุมชนน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม ท??ำนุบ??ำรุงคุ้มครองศาสนา และอนุรักษ์ฟื้นฟู
ศิลปวัฒนธรรม
๔. เสริมสร้างรายได้ ลดรายจ่ายของประชาชน
๕. เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการบริหารจัดการ

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๓ ส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีและพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เป้าประสงค์ : ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง อย่ใู นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สามารถลดภาระโรคและภัยคุกคามด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพตามวิถีชีวิตไทย
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. อัตราตายโรคหัวใจขาดเลือดลดลง ร้อยละ ๑/ปี
๒. อัตราตายโรคหลอดเลือดสมองลดลง ร้อยละ ๒/ปี
๓. อัตราป่วยตายด้วยโรคไข้เลือดออกลดลง ร้อยละ ๐.๑๒/ปี
๔. ประชาชน Pre DM, Pre HT ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงไม่เกินร้อยละ ๒
๕. ร้อยละของประชาชนอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ได้รับการคัดกรองสุขภาพ เบาหวาน ความดัน-โลหิตสูง ร้อยละ ๙๐
กลยุทธ์
๑. เสริมสร้างสุขภาพดีตามวิถีชีวิตไทย
๒. พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการจัดการสุขภาพชุมชน
๓. ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
๔. สร้างสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ดี เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างทั่วถึง

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๔ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และ
บริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน
เป้าประสงค์ : ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการสงวน รักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ
จัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการรักษาความสมดุลเหมาะสมและมีความยั่งยืน
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. อัตราการจัดการขยะมูลฝอย ของเสียอันตรายชุมชน มูลฝอยติดเชื้ออย่างถูกหลักวิชาการ และการนำขยะมูลฝอยมาใช้ประโยชน์ (Recycle) ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของปริมาณขยะมูลฝอยของจังหวัด
๒. จำนวนพื้นที่ป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น/ได้รับการฟื้นฟูสภาพ รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เป็นรอยละ ๔๐ ของพื้นที่จังหวัดและการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ลดลง
๓. จำนวนหมู่บ้าน/ชุมชนเป้าหมายที่มีฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยสาธารณะและภัยธรรมชาติ ปีละ ๕๐ หมู่บ้าน
๔. ร้อยละ ๕๐ ของหมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีแผนและได้รับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมและทั่วถึง
๕. จำนวนภาคีเครือข่ายที่มีการด??ำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีละ ๓ เครือข่าย
๖. ระดับความส??ำเร็จของความสุขมวลรวมของประชาชนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาร้อยละ ๘๐
กลยุทธ์
๑. ส่งเสริมภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมบูรณ์
๒. ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
และพลังงาน ให้เกิดความสมดุล ป้องกันปัญหาวิกฤติโลกร้อนและรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
๓. ส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานทดแทนให้มีประสิทธิภาพตามศักยภาพของท้องถิ่น

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๕ พัฒนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ
เป้าประสงค์ : ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สังคมสงบสุข
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. ระดับความสำเร็จของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด- ร้อยละความพึงพอใจของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ ๘๐
๒. ร้อยละที่เพิ่มขึ้นของหมู่บ้านที่มีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ร้อยละ ๙๐
๓. ร้อยละที่เพิ่มขึ้นของการจัดฝึกอบรมเครือข่ายข่าวภาคประชาชนเพื่อความมั่นคงร้อยละ ๒๐/ปี
กลยุทธ์
๑. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดน
๒. เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
๓. พัฒนาความร่วมมือชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
๔. เพิ่มระดับความสำเร็จในการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด อาชญากรรมและแหล่งอบายมุข

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๖ ยกระดับการค้าชายแดน และส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม การลงทุน
การท่องเที่ยวสู่สากล
เป้าประสงค์ : เศรษฐกิจจังหวัดขยายตัวอย่างยั่งยืน ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง
ตัวชี้วัด/ค่าเป้าหมาย
๑. มูลค่าการส่งออก (ล้านบาท)
๒. มีการขนส่งสินค้าชายแดนเพิ่มขึ้น
๓. มูลค่ารายได้การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๐ ภายในระยะเวลา ๔ ปี
๔. จำนวนครั้งการจัดงานวันกลุ่มประกอบอาชีพอิสระ
๕. จำนวนแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐
๖. รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP เพิ่มขึ้น
กลยุทธ์
๑. การส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า การท่องเที่ยว
๒. การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน/OTOP และเสริมสร้างขีดความสามารถ
ให้ผู้ประกอบการ
๓. การยกระดับทักษะบุคลากร แรงงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม
๔. การเสริมสร้างพันธมิตร เชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และธุรกิจการค้าชายแดนเพื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน


1.พัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ และสินค้าเกษตรปลอดภัย2.ส่งเสริมและยกระดับการค้าชายแดน การค้า อุตสาหกรรม การลงทุน การท่องเที่ยวและการบริการ สู่สากล3.พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่4.อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนแผนพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญ 4 ปี (พ.ศ. 2557- 2560)วิสัยทัศน์“แหล่งข้าวหอมมะลิคุณภาพดีสู่ตลาดโลก ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เส้นทางการค้าสู่สากล” 1) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี-โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและข้าวหอมมะลิอินทรีย์จังหวัด2) ส่งเสริมการเกษตรตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง-โครงการเก็บกักน้ำและกระจายน้ำเพื่อการเกษตร3) ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน -โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง4)ส่งเสริมเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการเพื่อการผลิต การแปรรูป และการตลาด -โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ5) ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายพื้นที่ชลประทานโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกระทรวง กรม-โครงการปรับปรุงคลอง RMC และ LMC พร้อมอาคารประกอบอ่างเก็บน้ำห้วยสีโท-โครงการฝายห้วยพระเหลา ตำบลโนนงาม อำเภอปทุมราชวงศา-โครงการฝายห้วยกระแสน ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมา -โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านตำแย ตำบลพระเหลา อำเภอพนา-โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านโนนผักหวาน ตำบลจิกดู่ อำเภอหัวตะพาน-โครงการฝายยางลำเซบาย-โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านท่าวังหิน ตำบลหัวตะพาน อำเภอหัวตะพาน-โครงการแก้มลิงหนองดุนเอี่ยนพร้อมอาคารประกอบ-สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองมะยอด ต.ดงบัง อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ-สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำบ้านดงสีโท ต.หนองมะแซว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ-แก้มลิงหนองเซน้อย พร้อมอาคารประกอบ ต.คำพระ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ-แก้มลิงหนองเลิงบ่อกวน ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ-แก้มลิงหนองภูผาผึ้ง พร้อมอาคารประกอบ ต.สร้างนกทา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ-แก้มลิงหนองไผ่ พร้อมอาคารประกอบ ต.กุดปลาดุก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ-ฝายฯห้วยแก้มแมง (ตอนบน) ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ-ฝายฯห้วยคำปาอี ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ