การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)
Expressway Authority of Thailand

หน้าที่และความรับผิดชอบ : Authorities and Responsibilities

อำนาจหน้าที่

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๙๐ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ และต่อมาได้มีการปรับปรุงกฎหมาย โดยการประกาศใช้บังคับพระราช-บัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๑ ปัจจุบันนี้ กทพ. มีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ในสาระสำคัญ ดังนี้
๑.) สร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ
๒.) ดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่ กทพ.

ทั้งนี้ “ทางพิเศษ” มีคำจำกัดความตามกฎหมายว่า หมายถึง ทางหรือถนนซึ่งจัดสร้างขึ้น หรือได้รับโอนหรือได้รับมอบไม่ว่าจะจัดสร้างในระดับพื้นดิน เหนือ หรือใต้พื้นดินหรือพื้นน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจราจรเป็นพิเศษ และให้หมายความรวมถึงสะพานอุโมงค์ เรือสำหรับขนส่งรถข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นลงรถทางเท้า ที่จอดรถ เขตทาง ไหลทาง เขื่อนกั้นน้ำ ท่อ หรือทางระบายน้ำกำแพงกันดิน รั้วเขต หลักระยะ สัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจร อาคาร หรือ สิ่งอื่นใดที่จัดไว้ในเขตทาง เพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับงานทางพิเศษ
วิสัยทัศน์ (Vision) ทางเลือกที่คุ้มค่า พัฒนาก้าวไกล ใส่ใจสิ่งแวดล้อมค่านิยมของ กทพ. (Value)"บริการเป็นเลิศ นวัตกรรมก้าวไกล ภาพลักษณ์ใสสะอาด"
ภารกิจองค์การ (Mission)
๑) จัดให้มี พัฒนา/ปรับปรุงทางพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐาน และปลอดภัย
๒) บริการอย่างมีนวัตกรรมและคุณค่าเพิ่ม
๓) บริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินธุรกิจทางพิเศษ และประโยชน์ต่อสังคม
๔) พัฒนาระบบการบริหารจัดการและการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าองค์กรภารกิจองค์การ (Mission)


ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน (Strategic Issues)

เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน ซึ่งในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานนั้น ได้นำผลการประเมินสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การมาวิเคราะห์ โดยใช้ TOWS Matrix เป็นเครื่องมือช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์
การดำเนินงานขององค์การโดยในแต่ละยุทธศาสตร์ที่กำหนดจะนำเอาการวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสขององค์การมาเป็นหลักในการพิจารณากำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์การ ในขณะเดียวกันจะนำเอาการวิเคราะห์จุดอ่อน และ ข้อจำกัดเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย เพื่อพัฒนาจุดอ่อนและข้อจำกัดให้เป็นจุดแข็งขององค์การต่อไปในอนาคต ซึ่งสามารถสรุปยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ กทพ. ได้ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : พัฒนาธุรกิจและบริการ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างรายได้
และเสริมสร้างคุณภาพการให้บริการ รวมทั้งแก้ปัญหาการจราจร
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : เพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษา การควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัย และคุณภาพ
สิ่งแวดล้อม เพื่อลดความสูญเสีย และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ลูกค้า ประชาชน
และสังคม
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : พัฒนาการบริหารจัดการ และกำกับดูแลองค์กรที่ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ของระบบงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้ง เสริมสร้าง
ภาพลักษณ์องค์กร ตลอดจนเสริมสร้างสมรรถนะและคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคลากร
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ : สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านทางพิเศษ

เป้าประสงค์องค์การ (Corporate Goal)
๑) ทางพิเศษและสินทรัพย์ถูกใช้เต็มประสิทธิภาพ
๒) บริการมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน
๓) ผลประกอบการเติบโตอย่างมั่นคง มีกำไรอย่างเหมาะสม

ทิศทางองค์กร (Direction)
กำหนดสภาวะที่ กทพ. มุ่งจะไปให้ถึง คือ การเป็นทางเลือกในการเดินทางที่มีความคุ้มค่า มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
โครงการที่อยู่ในแผนงาน๑.๑ โครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อขยายโครงข่ายของทางพิเศษในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในทางทิศตะวันตก เพื่อแบ่งเบาปริมาณจราจรระดับดินและระบายการจราจรทางด้านทิศตะวันตก ระหว่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นทางยกระดับขนาด ๖ ช่องจราจร แนวสายทางเริ่มต้นที่ทางพิเศษศรีรัช โดยมีจุดเชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชบริเวณด้านเหนือของสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต ๒)จากนั้นแนวสายทางจะไปทางทิศตะวันตก โดยใช้พื้นที่เขตทางรถไฟสายตะวันตก (สายใต้เดิม) ตั้งแต่บริเวณบางซื่อและข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระราม ๖ หลังจากนั้นแนวสายทางยังคงไปตามเขตทางรถไฟ โดยขนานไปกับถนนบรมราชชนนี จนถึงถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ด้านตะวันตก) ระยะทางรวมประมาณ ๑๖.๗ กิโลเมตรระยะเวลาดำเนินการคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี ๒๕๕๙สถานะปัจจุบันการคัดเลือกเอกชน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ครม. ได้มีมติเห็นชอบการรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมงาน หรือดำเนินโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ ยังได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมงานหรือดำเนินโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เสนอให้ บริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีซีเอล) เป็นเอกชนร่วมลงทุนโครงการดังกล่าว โดยมีกรอบวงเงินการลงทุนก่อสร้างโครงการ จำนวน ๒๔,๔๑๗ ล้านบาท และวงเงินลงทุนสำหรับการบริหารจัดการให้บริการและบำรุงรักษา จำนวน ๘,๓๙๙ ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุน ๓๒,๘๑๖ ล้านบาท โดยมีระยะเวลาสัมปทาน ๓๐ ปี และมีระยะเวลาออกแบบก่อสร้าง ๔๘ เดือนและการกำหนดอัตราค่าผ่านทางเมื่อเริ่มเปิดให้บริการแล้วจะปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านทางทุก ๕ ปี และให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงนามในสัญญากับผู้ร่วมทุนได้ทันที การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อทำการก่อสร้างโครงการในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๖ ก เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางซื่อ และเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่ง กทพ. ได้สำรวจกำหนดเขตที่ดินที่ถูกเวนคืนได้ผลงาน ร้อยละ ๔๙.๕ เร็วกว่าแผนงานร้อยละ ๑๒.๐ (จากแผนงานร้อยละ ๓๗.๕)๑.๒ โครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ ตอน N๑ N๒ N๓ และ East-West Corridor ด้านตะวันออกโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรด้านเหนือของกรุงเทพมหานคร โดยเพิ่มเส้นทางจราจรระหว่างจังหวัดนนทบุรีกับเขตบึงกุ่ม และเขตบางกะปิของกรุงเทพมหานคร (แนวสายทาง ตอน N๑ เริ่มต้นจากทางพิเศษศรีรัชมาตามถนนรัตนาธิเบศร์ ผ่านแยกแคราย มาตามถนนงามวงศ์วานถึงแยกเกษตรศาสตร์ ตอน N๒ เริ่มที่แยกเกษตรศาสตร์ แนวสายทางซ้อนทับบนเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ ของกรมทางหลวงถึงถนนนวมินทร์ตอน N๓ จากถนนนวมินทร์ตัดผ่านถนนเสรีไทยและถนนรามคำแหง สิ้นสุดโครงการที่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่(Motorway) บริเวณถนนศรีนครินทร์ ระยะทางรวม ๒๔.๑ กม.)สถานะปัจจุบัน กทพ.ได้ทำงานทบทวนศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมและงานทบทวน และออกแบบรายละเอียดของโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ ๓ สายเหนือ โดยได้ลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ และแจ้งให้ที่ปรึกษา เริ่มงานเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕ ระยะเวลาปฏิบัติงาน ๑๘ เดือน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมฯ โดยที่ปรึกษาได้จัดให้มีการสัมมนาการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว จำนวน ๒ ครั้ง เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่โครงการ ดังนี้- ตอน E-W Corridor ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ - ตอน N๒ และ N๓ ครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ - ตอน N๑ ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๕ http://www.north3rdexpresswayproject.com๑.๓ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางพิเศษสายพระราม ๓ - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทางพิเศษให้สามารถรองรับการเดินทางระหว่างพื้นที่ชั้นนอกและพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยแบ่งเบาปัญหาจราจรติดขัดบนถนนพระรามที่ ๒ โครงการทางพิเศษสายพระราม ๓ - ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก มีระยะทางรวม ๑๖.๙๒ กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นโครงการที่ กม. ๑๐+๗๐๐ ของถนนพระรามที่ ๒ บริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก เป็นทางยกระดับขนาด ๖ ช่องจราจร ซ้อนทับไปตามแนวเกาะกลางถนนพระรามที่ ๒ มาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนถึงด่านเก็บค่าผ่านทางดาวคะนองจากนั้นซ้อนทับบนทางพิเศษเฉลิมมหา นครจนถึงบริเวณถนนพระรามที่ ๓ ใกล้กับทางแยกต่างระดับบางโคล่ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการโดยเชื่อมต่อกับทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช ช่วงที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจะก่อสร้างสะพานใหม่ขนาด ๘ ช่องจราจรขนานอยู่ทางด้านทิศใต้ของสะพานพระราม ๙ มีทางขึ้น - ลง ๖ แห่ง และมีทางแยกต่างระดับจำนวน ๑ แห่ง ที่บริเวณจุดสิ้นสุดโครงการสถานะปัจจุบันกทพ.ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริษัท โชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอพซิลอน จำกัด บริษัท ไวส โปรเจ็ค คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางพิเศษสายดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และทบทวนการศึกษาความเหมาะสมฯ ของโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-ดาวคะนอง เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ โดยแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ จากการศึกษาความเหมาะสมฯ พบว่าโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-ดาวคะนองและโครงการทางพิเศษสายดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกมีความเหมาะสมที่จะดำเนินโครงการเป็นทางพิเศษเส้นทางเดียวกัน โดยเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการทางพิเศษสายพระราม ๓-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก” ปัจจุบัน การศึกษาความเหมาะสมแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) (สอบถามข้อมูลสถานะปัจจุบันของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ ๐๒-๕๗๙-๕๓๘๐-๙ ต่อ ๒๕๑๕ (คุณสุรกิตติ์) หรือ http://www.daokhanong-wongwaen.com)๑.๔ โครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ตโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๒๙ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางจากตัวเมืองภูเก็ต ผ่านอำเภอกะทู้ไปยังหาดป่าตอง ซึ่งทางหลวงดังกล่าวมีขนาด ๒ ช่องจราจร เขตทางแคบ เส้นทางมีความคดเคี้ยวและลาดชันสูง ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีฝนตกหนัก และยังเกิดปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีปริมาณจราจรสูงตลอดวัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อเพิ่มมาตรฐานแนวเส้นทางให้มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว และ ปลอดภัย แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังหาดป่าตอง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง มีระยะทางรวม ๓.๙๘ กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมกับถนนพระเมตตา (ถนนผังเมืองรวมสาย ก) ในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ เป็นทางยกระดับขนาด ๔ ช่องจราจรต่อทิศทาง (สำหรับรถยนต์ ๒ ช่องจราจรต่อทิศทาง และรถจักรยานยนต์ ๒ ช่องจราจรต่อทิศทาง) ยกระดับข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ จนถึงเขานาคเกิด ระยะทาง ๐.๙ กิโลเมตร แล้วจึงเป็นอุโมงค์ลอดเขานาคเกิด ระยะทาง ๑.๘๕ กิโลเมตร หลังจากผ่านช่วงภูเขาจึงเป็นทางยกระดับ ระยะทาง ๑.๒๓ กิโลเมตร จนถึงจุดสิ้นสุดโครงการในพื้นที่ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๒๙สถานะปัจจุบัน กทพ. ได้ลงนามในสัญญาจ้าง บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดีทู คอนซัลท์ เอเซีย จำกัด และบริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงินและผลกระทบสิ่งแวดล้อมและออกแบบรายละเอียดโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖ โดยแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ และสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๗ ปัจจุบัน การศึกษาความเหมาะสมแล้วเสร็จ และ อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สอบถามข้อมูลสถานะปัจจุบันของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศ ไทย โทรศัพท์ ๐๒-๕๗๙-๕๓๘๐-๙ ต่อ ๒๕๑๕ (คุณธิษัณย์) หรือ www.katoo-patongexpressway. com๑.๕ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางพิเศษสายบูรพาวิถี-พัทยาโครงการมีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทางพิเศษบูรพาวิถีไปยังภาคตะวันออก เชื่อมต่อการเดินทางไปยังนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา และพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกในอนาคต โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการเมื่อมีการเปิดใช้ทางพิเศษสายบูรพาวิถี-พัทยา ได้แก่ เพิ่มความสะดวก ปลอดภัยและประหยัดเวลาแก่ผู้ใช้เส้นทางเป็นทางเลือกในการเดินทางสู่จังหวัดทางภาคตะวันออกช่วยบรรเทาปัญหาจราจรติดขัดบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนน สุขุมวิท) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๗ (มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ โครงการมีระยะทางรวมประมาณ ๖๘ กิโลเมตร เป็นทางยกระดับขนาด ๖ ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นแนวสายทางต่อเชื่อมกับทางพิเศษบูรพาวิถีบริเวณเทศบาลตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ยกระดับไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) จนถึงทางเลี่ยงเมืองชลบุรี หลังจากนั้น แนวสายทางจะยกระดับไปตามแนวเกาะกลางของทางเลี่ยงเมืองชลบุรีไปจนถึงทางแยกต่างระดับข้ามทางรถไฟไปขนานในแนวด้านซ้ายของทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ (มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ผ่านตำบลหนองข้างคอก ตำบลบางพระ และตำบลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ จนกระทั่งผ่านทางเข้าสวนเสือศรีราชา หลังจากนั้นแนวสายทางจะเบี่ยงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ข้ามทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ บริเวณแยกหนองยายบู่เพื่อไปใช้แนวด้านขวาของทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ และตัดผ่านเส้นทางเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบัง แนวสายทางช่วงต่อไปจากนี้จะอยู่ระหว่างทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ โดยมีทางเชื่อมเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบังที่บริเวณตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จากนั้นแนวสายทางจะตัดผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๖ และสิ้นสุดแนวสายทางโดยบรรจบกับทางหลวงพิเศษหมายเลข ๗ ก่อนเข้าสู่เมืองพัทยาสถานะปัจจุบันกทพ. ได้ลงนามในสัญญาจ้าง บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด และ บริษัท เอ็นริช คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษา เพื่อศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทางพิเศษสายบูรพาวิถี - พัทยา เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ โดยแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๖ และสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๘ ปัจจุบันการศึกษาความเหมาะสมแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการจัดเตรียมรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาสอบถามข้อมูลสถานะปัจจุบันของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ ๐๒-๕๗๙-๕๓๘๐-๙ ต่อ ๒๘๕๘ (คุณกนกพร) หรือ http://www.buraphavithi-pattaya.com๑.๖ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางพิเศษสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยาโครงการมีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทางพิเศษไปยัง ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังศูนย์ศิลปาชีพบางไทร โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการเมื่อมีการเปิดใช้ทางพิเศษสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลาแก่ผู้ใช้ทาง รองรับการเดินทาง และ ขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพมหานคร และ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งจังหวัดภาคกลางตอนบน ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ และเป็นเส้นทางในการเดินทาง และ การขนส่งสินค้าในกรณีที่มีเหตุอุทกภัย และ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการมีระยะทางรวมประมาณ ๔๒ กิโลเมตร เป็นทางยกระดับขนาด ๔ ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นโครงการที่จุดเชื่อมต่อกับทางพิเศษอุดรรัถยาที่อำเภอบางไทร หลังจากนั้น แนวสายทางจะมุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและอ้อมด้านหลังสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน สาขาเชียงรากน้อย แนวสายทางช่วงนี้จะขนานกับทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ มีระยะห่างประมาณ ๓๐๐ เมตร จากนั้น แนวสายทางจะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลเกาะเกิด เมื่อข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วจะมีทิศทางมุ่งขึ้นไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และอยู่ทางด้านตะวันตกของทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ ห่างจากทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ ประมาณ ๑.๐๐–๒.๕๐ กิโลเมตร สิ้นสุดแนวสายทางโดยเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข ๓๒ ที่ประมาณ กม. ๔๐+๐๐๐ในพื้นที่อำเภอบางปะหัน โครงการมีทางขึ้น-ลง จำนวน ๘ จุด และมีพื้นที่พักรถ ๓ จุด เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษสถานะปัจจุบันกทพ. ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริษัท โชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท ไวส โปรเจ็ค คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงินและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพิเศษสายอุดรรัถยา-พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยแจ้งให้ที่ปรึกษาเริ่มงานเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มีระยะเวลาการศึกษา ๑๕ เดือน ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมฯ โดยที่ปรึกษาได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำเสนอร่างผลการศึกษาความเหมาะสมฯ ซึ่งเมื่อดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครบถ้วนแล้ว กทพ. จะได้นำผลสรุปของที่ปรึกษามาเป็นข้อมูลในการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปสอบถามข้อมูลสถานะปัจจุบันของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโทรศัพท์ ๐๒-๕๗๙-๕๓๘๐-๙ ต่อ ๒๘๔๘ (คุณโยษิตา) หรือ http://www.udonratthaya-ayutthaya.com๑.๗ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรีโครงการมีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรของโครงข่ายถนนและทางหลวงในปัจจุบัน รวมทั้งอำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพมหานครกับภาคกลางตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้ง เป็นการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยให้มีการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจเข้าด้วยกัน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โครงการมีระยะทางรวมประมาณ ๑๐๒ กิโลเมตร เริ่มจากทางพิเศษฉลองรัชที่ด่านจตุโชติบริเวณถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออก (ถนนกาญจนาภิเษก) แนวสายทางจะไปทิศตะวันออกตัดผ่านถนนหทัยราษฎร์ ถนนนิมิตใหม่ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดผ่านถนนลำลูกกา บริเวณ กม. ๒๒+๕๐๐ และ ตัดผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๐๑ ผ่านใกล้สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ตัดถนนรังสิต–นครนายก บริเวณ กม. ๕๙+๘๐๐ แล้วขึ้นไปทางทิศเหนือ ตัดผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓ (ถนนสุวรรณศร) บริเวณ กม. ๑๑๖+๐๐๐ ตัดข้ามและเลียบไปตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๒๒ เข้าบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) ที่ กม. ๑๐+๗๐๐ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีสถานะปัจจุบันกทพ. ได้ลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา (บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด บริษัท โชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท ไวส โปรเจ็ค คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท เอ็นไวร์ไซน์ จำกัด) เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เป็นที่ปรึกษาเพื่อดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรี และแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม และสิ้นสุดสัญญาในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมฯ โดยที่ปรึกษาได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) โดยแบ่งออกเป็น ๓ เวที ดังนี้- เวทีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดสระบุรี- เวทีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดนครนายก- เวทีที่ ๓ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดปทุมธานีปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมฯ โดยที่ปรึกษาได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ ๑ (ปฐมนิเทศโครงการ) โดยแบ่งออกเป็น ๓ เวที ดังนี้- เวทีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดสระบุรี- เวทีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดนครนายก- เวทีที่ ๓ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๘ ที่จังหวัดปทุมธานีสอบถามข้อมูลสถานะปัจจุบันของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายนโยบายและแผน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยโทรศัพท์ ๐๒-๕๗๙-๕๓๘๐-๙ ต่อ ๒๖๐๑ (คุณปัทมา) หรือ www.chalongrat-saraburi-expressway.com