ประวัติความเป็นมา

 

ประวัติศาสตร์ชุมชน

ลักษณะสังคมชุมชนโดยรวมเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมและประเพณีแบบชนบท ซึ่งนับถือ

พุทธศาสนา  โดยมีประวัติความเป็นมาของชุมชน “ วังโป่ง “  ดังนี้

                    ข้อมูลตามหลักฐานทางเอกสารจากการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร  หน่วยภาคเหนือ ที่มีอยู่ยืนยันว่า  ชุมชนบ้านวังโป่ง  เดิมเป็นป่าดงพงไพรอยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนอื่น ๆ มากไม่มีหมู่บ้านหรือชุมชน 

คงมีแต่เพียงพวกที่เข้ามาล่าสัตว์  ได้เข้ามาพบเห็นพื้นที่ก่อนที่จะเป็นหมู่บ้านวังโป่ง   แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน พืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ป่านานาชนิด   ประมาณปี  พ.2310 ในสมัย กรุงศรีอยุธยา  ได้มีราษฎรอพยพหนีภัยสงครามมาจากบ้านนายม  และบ้านยางหัวลมของเมืองเพชรบูรณ์   เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งเป็นชุมชนขึ้นเรียกว่า “บ้านวังดินโป่ง” 

      จนกระทั่งถึงปี   พ..   2436   เมื่อได้มีการจัดตั้งมณฑลพิษณุโลกขึ้น บ้านวังโป่งจึงได้โอนไปขึ้นกับการปกครองอยู่กับเมืองพิษณุโลก  ปี  พ.2438   ขึ้นการปกครองกับอำเภอนครป่าหมาก  จังหวัดพิษณุโลก  (ปัจจุบันนครป่าหมาก  เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอวังทอง)

เมื่อ  พ..  2460  กระทรวงมหาดไทยได้ยกฐานะตำบลชนแดน  อำเภอเมืองเพชรบูรณ์  ขึ้นเป็นกิ่งอำเภอชนแดน  อำเภอเมืองเพชรบูรณ์  จึงได้ตัดเขตตำบลวังโป่งซึ่งขณะนั้นขึ้นกับอำเภอวังทอง  จังหวัดพิษณุโลก  มาขึ้นกับกิ่งอำเภอชนแดน  จนกระทั่งตำบลวังโป่ง  และหมู่บ้านข้างเคียงมีจำนวนประชากรมากขึ้น มีการคมนาคมสะดวกขึ้น  และมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจพอสมควร  ประกอบกับระยะทางจากตัวอำเภอชนแดนมาตำบลวังโป่งค่อนข้างไกลและมีพื้นที่กว้างขวางเกินไป  กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอวังโป่ง  เมื่อปี   พ..  2526  ซึ่งมีอาคารที่ว่าการอำเภอชั่วคราวอยู่ในตลาดวังโป่ง

    ในปี  พ..  2531   ชุมชนบ้านวังโป่งได้รับการจัดตั้งเป็นหน่วยการบริหารท้องถิ่นรูปแบบสุขาภิบาลวังโป่ง  และกิ่งอำเภอวังโป่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอวังโป่ง  เมื่อปี  พ.2533

ปัจจุบัน   ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ใกล้กับเทือกเขาใหญ่น้อยเรียงรายสลับกับที่ราบลุ่ม 

อันเป็นทำเลที่เหมาะ สำหรับการตั้งถิ่นฐานและการเพาะปลูก  จึงได้ดึงดูดผู้คนจากท้องถิ่นใกล้เคียงเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในชุมชนแห่งนี้มากขึ้นเรื่อย  ๆ  อาทิจากอำเภอหล่มสัก   จังหวัดเพชรบูรณ์   อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย   อำเภอบางมูลนากและอำเภอเมืองจังหวัดพิจิตร  โดยผู้คนจากท้องถิ่นดังกล่าวยังคงรักษาวัฒนธรรมและภาษาพูดไว้เช่นเดิม