เหตุผลและความจำเป็น

                        การให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย  ได้ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ  นับแต่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ  พ.ศ. 2540  มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่  9  ธันวาคม  2540  เป็นต้นมา  ก่อนหน้านั้น  เป็นที่ยอมรับกันว่า  สิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีอยู่อย่างจำกัด  การดำเนินงานของส่วนราชการ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ภายในกรอบปฏิบัติของระบบราชการ  ซึ่งถือการปกปิดเป็นหลัก  เปิดเผยเป็นกรณียกเว้น  เนื่องจากขาดความชัดเจนในเรื่องของการจัดระบบและการบริหารจัดการ  และการบริการข้อมูลข่าวสาร  จึงส่งผลให้การบริหารราชการและการให้บริการแก่ประชาชนไม่เป็นไปด้วยดี  การดำเนินการที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการปฏิบัติตามความคิดเห็น  หรือการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

                        พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ  พ.ศ. 2540  นี้  มีเจตนารมณ์อันเป็นความคิดพื้นฐานสำคัญอยู่  5  ประการ  คือ

1.       เพื่อเป็นการประกันสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน  (Rights to know)  ในการดำเนินการต่างๆ  ของหน่วยงานของรัฐอย่างกว้างขวาง  และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารของหน่วยงานของรัฐ  อันจะนำไปสู่กระบวนการบริหารของรัฐที่เป็นธรรม  เสมอภาค  และสามารถตรวจสอบได้  เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส  มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

2.       เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้อง  ตรงตามความเป็นจริง  ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศให้มั่นคงและส่งเสริมความเป็นรัฐบาลโดยประชาชน

3.       เพื่อความจำเป็นในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารบางประเภท  (need to protect)  ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของรัฐประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน  และคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของทางราชการไปพร้อมกัน

4.       เพื่อส่งเสริมการปฏิรูประบบราชการ  การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเจ้าหน้าที่  หน่วยงานของรัฐ  เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและต่อประชาชน

5.       เพื่อการพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ  โดยการจำแนกและจัดระบบเพื่อให้การนำไปใช้ประโยชน์  (การเปิดเผย)  และการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

จากเจตนารมณ์ข้างต้น  ทำให้เนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ  พ.ศ. 2540  ในหมวดที่  1  นับตั้งแต่มาตรา  7 – 13  จึงได้บัญญัติถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร  เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องส่งลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา  ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดู  และข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ประชาชนผู้ขอ

                        ส่วนในหมวดที่  2  มาตรา  14 – 20  ได้บัญญัติถึงการไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้  โดยให้คำนึงถึงองค์ประกอบหลักสามประการ  คือ  การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐเป็นประการที่หนึ่ง  ประโยชน์สาธารณะเป็นประการที่สอง  และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นประการที่สาม  นอกจากนี้ยังให้คำนึงถึงข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้ว  หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามกฎหมาย  ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากกระทำโดยสุจริต

                        ส่วนในหมวดที่  3  มาตรา  21 – 25  ได้บัญญัติถึงการเปิดเผยและการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล  ที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ

                        ส่วนในหมวดที่  4  มาตรา  26  ได้บัญญัติถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารประเภทเอกสารประวัติศาสตร์  เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า

                        นอกจากนี้  ยังได้มีการบัญญัติถึงที่มา  อำนาจ  หน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเอาไว้ในหมวดที่  5  มาตรา  27 – 34  ตลอดจนบัญญัติถึงที่มา  อำนาจ  และหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในเรื่องเกี่ยวกับที่มาและอำนาจหน้าที่ไว้ในหมวดที่  6  มาตรา  35 – 39  บัญญัติถึงบทกำหนดโทษไว้ในหมวดที่  7  มาตรา  40 – 41  และบัญญัติถึงบทเฉพาะกาลในมาตรา  42 – 43

                        จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ  พ.ศ. 2540  ได้กำหนดภารกิจต่างๆ  ให้หน่วยงานของรัฐ  อันได้แก่  ราชการส่วนกลาง  ราชการส่วนภูมิภาค  ราชการส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ  ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา  ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี  องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ  หน่วยงานอิสระของรัฐ  หน่วยงานต่างๆ  และหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง  ให้มีหน้าที่ใหม่หลายประการซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  และประกาศของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ  ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรีต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง